เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ บช.ก. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่ 'โทน บางแค' และ 'มาดามเก่ง' ต่างออกมาให้สัมภาษณ์ในมุมมองที่แตกต่างกัน โดยระบุว่าตำรวจพร้อมเป็นคนกลางเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายเท่านั้น
บิ๊กเต่าแจงเหตุการณ์วันที่ 17 เมษายน
พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า จากที่ได้ฟังสัมภาษณ์ของโทนนั้น ดูเหมือนจะนำหลายเหตุการณ์มารวมกัน ทำให้พูดไม่หมด แต่ความจริงแล้วในช่วงวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่นัดพบ โทนพร้อมทนายความได้เข้ามาพบตนที่ชั้น 27 ในห้องมีเพียงสามคน ยอมรับว่าตอนนั้นยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด รู้เพียงบางส่วน จึงยื่นข้อเสนอด้วยความสุจริตใจว่า ขณะนี้มาดามเก่งยังรอเคลียร์อยู่ พร้อมย้ำว่า 'อยากคุยไหม ถ้าไม่อยาก โทนก็กลับได้เลย' สุดท้ายโทนยินดีเจรจา เนื่องจากเป็นคนรู้จักกัน และคดีฉ้อโกงเป็นคดีที่ยอมความได้บางส่วน
บรรยากาศการเจรจาและตัวเลขหนี้
ในช่วงเวลานั้นบรรยากาศดูราบรื่น มีการแสดงทรัพย์สินเพื่อชดใช้รวมกว่า 50 ล้านบาท ไม่มีการใช้คำหยาบคายหรือความรุนแรง มีผู้ร่วมสนทนาทั้งหมด 7 คน ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษ แต่สุดท้ายการเจรจาก็พลิกผันและล้มเหลว สำหรับตัวเลขหนี้ที่พูดคุยกันมีประมาณ 360 ล้านบาท แบ่งเป็นสามสัญญา ได้แก่ สัญญาแรก 120 ล้านบาท ซึ่งมาดามเก่งและโทนตกลงกันได้โดยเอาตึกมาค้ำประกัน สัญญาที่สอง 180 ล้านบาท และสัญญาที่สาม 66 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองสัญญายังไม่เป็นธรรม
สาเหตุที่สัญญาไม่เป็นธรรม เนื่องจากพระที่ขายอ้างว่ามีมูลค่า 400-500 ล้านบาท แต่ตรวจสอบแล้วราคาจริงอยู่ที่ 40 ล้านบาท มาดามเก่งและทนายความจึงเสนอให้โทนนำพระไปขายเอง หากขายได้เท่าไรก็จ่ายคืนเพียง 180 ล้านบาท ส่วนกำไรที่เกินให้โทนเก็บไว้ แต่สุดท้ายไม่เป็นผล ส่วนสัญญาที่ขาดอยู่นั้น ให้ขายทรัพย์สินที่โทนมีอยู่มาชดใช้หนี้เพื่อให้จบกัน โดยยอดที่ยังขาดอยู่ร้อยกว่าล้านบาท ทำให้สัญญาไม่เป็นธรรม
ยืนยันไม่ใช่การทวงหนี้
พล.ต.ต.จรูญเกียรติยืนยันว่า การนัดหมายในวันที่ 17 เมษายนเป็นฝ่ายโทนที่ต้องการเข้าพบตนเองผ่านการประสานงานของป๋อง สุพรรณ ซึ่งรู้จักทั้งสองฝ่าย โดยเชื่อว่าตั้งแต่ปลายปี 2568 โทนพยายามจะเข้ามาชี้แจงหลายครั้ง และเรื่องนี้ป๋อง สุพรรณไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ การดำเนินการทุกอย่างไม่ใช่การทวงหนี้ แต่เป็นการพูดคุยเจรจาในฐานะคนรู้จัก หรืออำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายได้มาคุยกันเท่านั้น ไม่ได้ขัดแย้งอะไร แต่ต้องบอกว่าทางฝ่ายผู้เสียหายมีพยานหลักฐาน แต่มันจะถึงเวลาที่จะเอามาใช้หรือไม่เท่านั้น
รองผบช.ก.กล่าวต่อว่า 'ผมจะเรียกเขาเข้ามาเพื่ออะไร โทนมีเจตนาอยากจะชี้แจงแต่แรกอยู่แล้ว การที่เข้ามาหาเพราะคดีเริ่มคืบหน้า มีการออกหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหากันบ้างแล้ว จึงร้อนตัวและประสานผ่านพี่ป๋อง สุพรรณเข้ามา รวมทั้งยังมีข้อความที่คุยกันกับพี่ป๋องอยู่เลยว่า ขอบคุณพี่ป๋องครับ แต่ไม่รู้ว่าเขาเอาคลิปไลน์ให้สื่อมวลชนดูหรือไม่'
คดีของโทนและการดำเนินคดี
สำหรับกระแสข่าวที่โทนจะถูกดำเนินคดีนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติระบุว่า ทราบว่ามีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้ว แต่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาหรือไม่ขึ้นอยู่กับกระบวนการสอบสวน หากมั่นใจในพยานหลักฐานต้องดำเนินการตามกระบวนการ เท่าที่ทราบยังขาดเหลือประมาณ 1-2 ประเด็น รวมทั้งต้องสอบผู้ชำนาญการที่มีความรู้มาเพิ่มเติม โดยเมื่อวานนี้ที่โทนเข้ามาแสดงตัว แสดงเจตนาว่าไม่หนี แต่ร้อนตัว หากว่ากันตามกฎหมายหมายถึงไม่อยากให้ออกหมายจับ จึงอยากเข้ามาสู่กระบวนการ รวมถึงในกลุ่มเซียนพระต่างกลัวเสียชื่อเสียงหากถูกออกหมายจับ ไม่มีใครอยากเสียเครดิตและถูกดำเนินคดี เพราะเสียช่องทางทำมาหากิน
รองผบช.ก.กล่าวเสริมว่า 'เขาดิ้นเข้ามา เขารู้ว่าเขาทำอะไรไว้ ต้องรู้อยู่แก่ใจตัวเอง ไม่ต้องไปเหลี่ยมหรือชั้นเชิงกับผู้เสียหาย คุณรู้อยู่เต็มอก อยากให้ลองเอาใจเขาใส่ใจเรา เอาความเป็นพี่เป็นน้องมาใส่ใจกัน จะรู้ว่ามันไม่ซื่อสัตย์ ผมไม่พูดหรอกว่าคุณเนรคุณหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นคนไทย คนที่เคยมีบุญคุณต่อกัน เคยช่วยเหลือกันมา คนที่ไหนหรือนักธุรกิจที่ไหน พอซื้อขายพระหรือขายของกันแล้วยังให้เวลาอีกตั้ง 10 เดือนค่อยมาจ่าย พอมีเงิน สภาพคล่องแล้ว ต้องเอาเงินมาจ่ายเขาสิ เขาช่วยขนาดนี้แล้ว ส่วนทรัพย์สินที่เห็นเขาโพสต์เขาใส่อยู่ปัจจุบัน ก็เอามาค้ำมูลหนี้ได้ด้วย เห็นใส่อยู่ 3-4 ปีแล้ว รวมถึงรถหรูยังมีการใช้อยู่ เหนียวหนี้ไม่เหนียวหนี้คิดกันเอาเอง'
สรุปใครโกหก?
เมื่อถามย้ำว่าสรุปแล้วใครโกหก รองผบช.ก.กล่าวว่า 'ผมเช็คจากวิทยาศาสตร์เอาว่าใครเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาหรู รถหรู และการโพสต์ในโซเชียลปัจจุบัน' สำหรับคดีนี้กลุ่มแรกมีทั้งหมด 7 คน และกลุ่มสองมี 2 คน โดยโทนอยู่ในกลุ่มที่สอง และมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มแรกด้วย นอกจากนี้ยังมีเซียนพระที่มีหนี้สินทำปั่นป่วนอีก 1 คน อยู่ภาคเหนือตอนล่าง ปัจจุบันมีชื่อเสียงและสร้างความเสียหายร่วม 2-3 พันล้านบาท แต่ขอยังไม่อยากขยายไปถึงคนอื่น ยืนยันว่ามีเซียนพระหลายคนที่มีแผนประทุษกรรม โดยการตีเนียนเข้าหามาดามเก่ง ยอดความเสียหายกับกลุ่มเซียนพระอยู่ที่ 2 พันล้านบาท และยังมียอดที่กลุ่มเซียนพระไปทำกับคนอื่นอีก 5 พันล้านบาท โดยความเป็นจริงไม่มีใครทำธุรกรรมกับกลุ่มเซียนพระนี้อยู่แล้ว ส่วนจะมีคนกลางที่เชื่อมให้มาดามเก่งกับเซียนพระเหล่านี้รู้จักกันหรือไม่ หากพบว่าเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมกันมาหลอกหรือฉ้อโกง ถ้ามีหลักฐานจะดำเนินคดีด้วย
ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางรับทราบ
เมื่อถามว่าผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้เรียกไปคุยในรายละเอียดอะไรบ้าง พล.ต.ต.จรูญเกียรติตอบว่า ให้รายละเอียดทั้งหมดที่เกิดขึ้น ว่ามันเกิดอะไรยังไง ตอนนี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคงมีคำสั่งมอบหมายหน้าที่ว่าใครจะดูแลเรื่องนี้ ส่วนประเด็นที่มีการเจรจาให้หรือให้ความเป็นธรรม ชี้แจงไปแล้วว่าตนเกี่ยวข้องในขั้นตอนไหนบ้าง
ส่วนแนวทางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งไว้ 2 แนวทางนั้น ถ้ามีเรื่องร้องเรียนคงตั้งกรรมการสอบ แต่ยืนยันว่าการดำเนินการของโทนสร้างความเสียหายให้กับตนและคนอื่น โดยการใช้ข้อความอันเป็นเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา แต่ตอนนี้ยังไม่พิจารณาว่าจะฟ้องร้องกลับหรือไม่ เพราะมองดูแล้วเป็นโจรกระจอก
ไม่รู้สึกเปลืองตัว
เมื่อถามย้ำว่ารู้สึกว่าเปลืองตัวที่เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติบอกว่า ตนเจอเรื่องพวกนี้เยอะ เพราะคนเข้ามาหาเราเยอะ เราเป็นตำรวจ ถ้ากลัวหรือนิ่งดูดาย ไม่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน อย่าเป็นตำรวจเลย เราเป็นตำรวจทั้งตัวและจิตวิญญาณ ยอมรับว่ายังคิดอยู่เลยเรื่องของการปฏิรูปวงการพระเครื่อง ไม่อยากให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ เพราะมีการร้องเรียน มีการแจ้งความฉ้อโกงหลายพื้นที่ เซียนพระถือเป็นผู้มีอิทธิพลเพราะมีเงิน เชื่อว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นผู้บังคับบัญชาคงเข้าใจและให้ความเป็นธรรมแน่นอน



