โทน บางแค ยันไม่เบี้ยวหนี้มาดามเก่ง แจงปมพระเครื่องค้ำประกัน
โทน บางแค ยันไม่เบี้ยวหนี้มาดามเก่ง แจงปมพระเครื่องค้ำประกัน

เวลา 10.30 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดัง พร้อมนายเฉลิมชัย ศรียุภักดิ์ ทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแสดงตัวและรับทราบรายละเอียดข้อเท็จจริง ภายหลังจากที่มีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์พาดพิงว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกง โดยยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง

ยอมรับเป็นหนี้แต่ยันจ่ายตามสัญญา

นายโทนทอง กล่าวชี้แจงประเด็นหนี้สินกับ "มาดามเก่ง" น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ คู่กรณี โดยยอมรับว่าเป็นหนี้ตามสัญญาจริง โดยมียอดหนี้เริ่มต้นสูงถึง 800 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมาได้ทยอยชำระหนี้อย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันคงเหลือยอดหนี้ประมาณ 300 ล้านบาทเศษ

"ผมปฏิบัติตามสัญญามาโดยตลอด ไม่เคยมีเจตนาเบี้ยวหนี้ แต่อาจมีบ้างที่ล่าช้าเพียง 3-5 วัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในทางธุรกิจ ปัจจุบันยังชำระหนี้ล่วงหน้าไปจนถึงปี 2570 แล้ว ทั้งที่สัญญามีผลบังคับถึงปี 2573 ส่วนกรณีรถหรูและสินค้าแบรนด์เนม ยืนยันว่าเป็นการซื้อขายแบบผ่อนชำระจนครบถ้วน ไม่ใช่หนี้ค้างเก่าหรือการให้โดยเสน่หาตามที่ถูกกล่าวอ้าง" นายโทนทองระบุ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แจงปมพระเครื่องค้ำประกัน

นายโทนทอง กล่าวต่อถึงกรณีพระเครื่องมูลค่ากว่า 400-500 ล้านบาท ที่นำไปค้ำประกันแล้วถูกคู่กรณีอ้างว่าราคาไม่ตรงตามที่ตกลง โดยให้ความเห็นว่าราคาพระเครื่องมีความผันผวนตามกลไกตลาดคล้ายกับหุ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าในวันส่งมอบพระ เซียนพระคนสนิทของฝั่งคู่กรณีเป็นผู้ประเมินราคาด้วยตนเอง หากมูลค่าไม่ครอบคลุมยอดหนี้ เหตุใดฝ่ายเจ้าหนี้จึงยอมรับมอบตั้งแต่แรก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ยันแจ้งความเพื่อปกป้องสิทธิ

สำหรับประเด็นการเข้าพบ "บิ๊กเต่า" พล.ต.ต.จรูญเกียรติ์ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา นายโทนทองยอมรับว่ามีการประสานผ่านคนใกล้ชิดจริงเพื่อต้องการอธิบายปัญหาหนี้สิน แต่กลับกลายเป็นว่าถูกดึงเข้าสู่การเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ ซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิม

นายโทนทอง ยังกล่าวยืนยันถึงสาเหตุที่แจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ์ พร้อมคู่กรณีและพวกรวม 5 คน ว่าเป็นการทำเพื่อปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย เนื่องจากรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม และมองว่ากระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้สินควรดำเนินการในชั้นศาลแพ่ง ไม่ใช่ในห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายโทนทอง กล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่ายังคงมุ่งมั่นทำมาหากินและยืนยันจะชำระหนี้คืนให้ครบตามกำหนดสัญญาแน่นอน โดยการมาครั้งนี้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนไม่ได้หลบหนีตามที่เป็นข่าว