วันนี้ (6 พ.ค. 2569) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) หรือที่รู้จักในชื่อ "บิ๊กเต่า" ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากถูกนายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระเครื่องชื่อดัง แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาข่มขู่บังคับให้ชำระหนี้ โดยยืนยันว่าตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยเท่านั้น
บิ๊กเต่าแจงปมถูกแจ้งความ
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า คดีนี้เริ่มต้นจากผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปรามตั้งแต่ต้นปี 2568 ว่าถูกกลุ่มเซียนพระเครื่องหลอกลวงซื้อขายและเช่าพระเครื่อง มูลค่าความเสียหายเริ่มต้นกว่า 1,000 ล้านบาท ต่อมาพนักงานสอบสวนพบหลักฐานเพิ่มเติมว่ามีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างน้อย 8-9 คน รวมถึงนายโทนทอง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยหลัก มูลค่าความเสียหายทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2,000 ล้านบาท
ปัจจุบันตำรวจได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาในข้อหาฉ้อโกงและ พ.ร.บ.เช็คฯ แล้วอย่างน้อย 2 คน โดยนายโทนทองจะเป็นบุคคลที่ 3 เมื่อนายโทนทองทราบว่าจะถูกดำเนินคดี จึงประสานขอเข้าพบเพื่อชี้แจงและเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สิน เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2569 ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยมี "ป๋อง สุพรรณ" เป็นผู้ประสานงาน
ยืนยันไม่มีการข่มขู่
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่าการประชุมครั้งนั้นเป็นการเจรจาอย่างสงบ ไม่มีการข่มขู่หรือบังคับใด ๆ ตามที่นายโทนทองกล่าวอ้าง พร้อมระบุว่าหลังจากถูกกล่าวหาและได้รับความเสียหายในชื่อเสียง อาจพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีกับนายโทนทองในข้อหาหมิ่นประมาทหรือกล่าวเท็จ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม
มาดามเก่งชี้แจงข้อเท็จจริง
ด้านผู้เสียหายหลัก "มาดามเก่ง" หรือ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ พร้อมทนายความ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยระบุว่าคดีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2565 เริ่มจากการขายรถยนต์หรูมูลค่า 18 ล้านบาทให้กับนายโทนทอง ซึ่งตกลงชำระด้วยเช็ค 10 ใบ ต่อมาเกิดปัญหาเช็คเด้ง และมีการซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมต่อเนื่อง
น.ส.ดรณ์ กล่าวว่า ต่อมานายโทนทองมาขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปผลิตกล้องส่องพระ โดยนำตึกมูลค่า 100 ล้านบาทมาค้ำประกัน แต่ภายหลังประเมินจริงพบมูลค่าเพียง 60 ล้านบาทเท่านั้น รวมทั้งการเช่าพระเครื่องและการทำธุรกรรมต่าง ๆ ล้วนจ่ายด้วยเช็คที่ไม่สามารถขึ้นเงินได้
พฤติการณ์เป็นขบวนการ
โดยพฤติการณ์ที่เป็นขบวนการคือ เซียนพระกลุ่มแรกจะนำพระมาขายให้ผู้เสียหายในราคาสูง เช่น 50 ล้านบาท จากนั้นจะมีเซียนพระอีกกลุ่มทำทีมาขอซื้อต่อในราคา 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจะได้กำไร แต่เมื่อตกลงขายกลับจ่ายเป็นเช็คเด้ง และเมื่อผู้เสียหายทวงถาม ก็จะอ้างว่าพระติดจำนำอยู่ ต้องให้ผู้เสียหายควักเงินไปไถ่ออกมาเอง วนเวียนเช่นนี้จนความเสียหายเฉพาะในส่วนของนายโทนทองสูงถึง 300 ล้านบาท
การนัดเจรจาในวันที่ 17 เม.ย. มีการทำสัญญารับสภาพหนี้และตกลงชำระคืน โดยนายโทนทองขอกลับไปรวบรวมทรัพย์สิน และนัดหมายใหม่วันที่ 24 เม.ย. น.ส.ดรณ์ ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีการข่มขู่หรือบังคับแต่อย่างใด และรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่การกระทำของนายโทนทองทำให้พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ช่วยไกล่เกลี่ย ถูกกล่าวหาและได้รับความเสียหาย
ผู้เสียหายจะเดินทางไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับสื่อมวลชนที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในวันพรุ่งนี้ (7 พ.ค. 2569)



