แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกพยาบาลเกษียณสูญ 17 ล้าน ตำรวจเตือนแล้วไม่ฟัง
แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกพยาบาลเกษียณสูญ 17 ล้าน ตำรวจเตือนแล้วไม่ฟัง

ตำรวจภูธรภาค 5 เปิดปฏิบัติการ “สกัดม้า 17 ล้าน” จับกุม 14 ผู้ต้องหาตามหมายจับ หลังพบเชื่อมโยงขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกอดีตพยาบาลเกษียณอายุราชการลงทุนเทรดหุ้น เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินหลายครั้ง หวังได้เงินปันผล 37 ล้านบาท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เผยตำรวจเคยไปเตือนถึงบ้านพักแล้ว แต่คุณป้าไม่ฟังคำเตือน

ปฏิบัติการสกัดม้า 17 ล้าน

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ PCT ภาค 5 นำกำลังบุกเข้าจับกุมผู้ต้องหาบัญชีม้าหลายจังหวัด ทั้งพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ หลังพบว่าผู้ต้องหาเหล่านี้ร่วมกลุ่มกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นผู้รับเงินจากเครือข่ายที่หลอกพยาบาลเกษียณอายุราชการในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สูญเงินกว่า 17 ล้านบาท

เหตุการณ์หลอกลวง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ผู้เสียหายซึ่งเป็นอดีตพยาบาลเกษียณอายุราชการ ได้ใช้งานโซเชียลมีเดียค้นหาเพจที่ให้ความรู้และข้อมูลการลงทุน หาผลกำไรจากการเทรดหุ้นหรือการลงทุนลักษณะเดียวกัน โดยผู้เสียหายไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน ต่อมาเห็นโฆษณาเทรดหุ้นผ่านทาง Facebook ลักษณะชักชวนให้ลงทุนด้านเทรดหุ้น จากนั้นมีการแอดไลน์เพื่อพูดคุยรายละเอียดผ่านแอปพลิเคชัน Line มีชื่อกลุ่มว่า Members ต่อมามีบุคคลใช้บัญชีชื่อว่า SEC.MIW แนะนำและปรึกษาด้านการลงทุน โดยอ้างว่าเป็นเลขากลุ่ม ได้ชักชวนผู้เสียหายให้เทรดหุ้น และหลอกให้ซื้อหุ้นผ่านแอปพลิเคชัน CAPFAST ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการลงทุน อ้างว่ามีผลกำไรสูง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงลงทุนฝากเงินตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เรื่อยมา โดยมีรายการโอนเงินลงทุนกว่า 21 ครั้ง รวมยอดลงทุนทั้งหมด 8,039,000 บาท ต่อมามีหนังสืออ้างว่ามาจากบริษัท ไอแฟสท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แจ้งว่าได้รับผลกำไรสะสมจากการลงทุนเป็นเงิน 37,459,687.21 บาท แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ต้องชำระค่าวิเคราะห์ ค่าภาษี และค่าแพลตฟอร์มเสียก่อน จึงหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินอีก 6 ครั้ง รวมเป็นเงิน 9,616,968.62 บาท แต่ยังไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ประกอบกับบัญชีธนาคารของผู้เสียหายถูกอายัด ไม่สามารถทำธุรกรรมได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวง จึงนำเรื่องมาแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 17,655,968.62 บาท

เบื้องหลังปฏิบัติการ

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า การเปิดปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากพยาบาลเกษียณอายุราชการในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลงทุนเทรดหุ้น โดยเป็นขบวนการชักชวนให้ร่วมลงทุนและปฏิบัติภารกิจ แรกๆ ให้ผลกำไรดี แก๊งนี้หลอกคุณป้าลงทุน 17 ล้าน และจะให้ปันผล 35 ล้าน ซึ่งคุณป้าหลงเชื่อ ที่ผ่านมาตำรวจเคยไปเตือนถึงบ้านพักแล้ว แต่ป้าไม่ฟังคำเตือน กระทั่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ให้คุณป้าถอน และให้หลอกลงทุนไปเรื่อยๆ จนป้าทราบว่าถูกหลอก จึงเข้าแจ้งความ ทางตำรวจจึงอายัดบัญชีของคุณป้าและบัญชีของแก๊งนี้ที่ใช้ชื่อแพลตฟอร์ม “แคปฟาส” ซึ่งมีผู้ต้องหาทั้งหมด 57 ราย

เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ได้ทำการสืบสวนและวิเคราะห์เส้นทางทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว พบว่ามีบัญชีที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 35 บัญชี แยกเป็นบัญชีบริษัท 12 บัญชี บัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด 7 บัญชี บัญชีบุคคล 16 บัญชี เมื่อมีการโอนเงินแล้ว เงินจากบัญชีต่างๆ จะถูกโอนไปยังบัญชีปลายทางที่ประเทศลาว ทางตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานส่งพนักงานสอบสวนเสนอศาลขออนุมัติออกหมายจับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจำนวน 35 ราย

การจับกุมผู้ต้องหา

ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ตำรวจภูธรภาค 5 ได้เปิดปฏิบัติการระดมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับทั่วประเทศพร้อมกัน ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 14 ราย ประกอบด้วย

  • นายผจญ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ที่อยู่ ต.พนา อ.พนา จ.อำนาจเจริญ
  • นางสาวขวัญตา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี ที่อยู่ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
  • นายพิสิษฐ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี ที่อยู่ ต.บ้านกลาง อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี
  • นางสาวเพ็ญพยอม (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี ที่อยู่ ต.ศาลาแดง อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง
  • นางสาวปนัชดา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ที่อยู่ ต.ศาลาแดง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา
  • นายพงษ์ศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี ที่อยู่ ต.นาป่า อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี
  • นางสาวมาลิสา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ที่อยู่ ต.ผาน้ำย้อย อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด
  • นายชยณัฐ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี ที่อยู่ ต.หมื่นไวย อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา
  • นายชนาทิป (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ที่อยู่ ต.หมูม่น อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี
  • นายกษมพันธุ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ที่อยู่ ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
  • นายสมส่า (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี ที่อยู่ ต.บ้านโคก อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร
  • นายสราวุฒิ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี ที่อยู่ ต.ในเมือง อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย
  • นายชนกันต์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี ที่อยู่ ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่
  • นายอักรอม (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี ที่อยู่ ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี”

ขยายผลและคืนเงิน

นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลข้อมูลการติดต่อสั่งการ เส้นทางทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อขอศาลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการที่เหลือต่อไป นอกจากจะมีการจับกุมผู้ต้องหาบัญชีม้าแล้ว ทางตำรวจยังได้มอบเงินคืนตามโครงการ Money Cash Back (ปิดบัญชี ตามล่า คว้าเงินคืน) ให้ผู้เสียหายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำปาง ที่ถูกหลอกจำนวน 5 ราย เป็นเงินทั้งหมด 3,149,900 บาทด้วย