จับกุมผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงเงินลงทุนคริปโตเคอเรนซีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท
จับกุมผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงเงินลงทุนคริปโตฯ มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอเรนซี ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้เสียหายเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท โดยการจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นเวลานาน

รายละเอียดการจับกุม

เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้เข้าจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นชายอายุ 35 ปี ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี โดยผู้ต้องหามีบทบาทเป็นผู้ชักชวนให้ประชาชนร่วมลงทุนในโครงการคริปโตเคอเรนซีที่ไม่มีอยู่จริง

ผู้ต้องหาอ้างว่าการลงทุนดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 30 ต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเกินจริง ทำให้มีผู้สนใจลงทุนเป็นจำนวนมาก ก่อนที่ผู้ต้องหาจะหยุดจ่ายผลตอบแทนและปิดตัวลง ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถติดต่อได้อีก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การสืบสวนและขยายผล

หลังจากการจับกุม ตำรวจได้สอบปากคำผู้ต้องหาและขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่ามีผู้เสียหายมากกว่า 200 รายทั่วประเทศ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ต้องหาได้นำเงินที่ได้จากการฉ้อโกงไปใช้จ่ายส่วนตัวและซื้อทรัพย์สินต่างๆ

เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจยึดทรัพย์สินของผู้ต้องหา ประกอบด้วย รถยนต์หรู 2 คัน บ้านพร้อมที่ดิน และเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อนำไปคืนให้กับผู้เสียหายตามกระบวนการทางกฎหมาย

คำแนะนำจากตำรวจ

พลตำรวจตรี ธีรศักดิ์ หล่อเลิศรัตน์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กล่าวว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างของกลโกงการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาหลอกลวงประชาชน โดยเฉพาะการลงทุนในคริปโตเคอเรนซีที่ยังขาดกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ตำรวจขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ ควรตรวจสอบข้อมูลและใบอนุญาตของบริษัทหรือบุคคลที่ชักชวนลงทุนให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ หากพบเบาะแสการกระทำผิดสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือศูนย์รับแจ้งความออนไลน์

การดำเนินคดี

ขณะนี้ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหาในหลายฐานความผิด ได้แก่ ฉ้อโกงประชาชน นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และฟอกเงิน โดยเจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่