ตำรวจจับมืองัดตู้ ATM ที่บุรีรัมย์ ค้นประวัติพบเคยปล้นรถขนเงิน 16.9 ล้าน
จับมืองัดตู้ ATM บุรีรัมย์ เคยปล้นรถขนเงิน 16.9 ล้าน

ตำรวจจับมืองัดตู้ ATM ที่บุรีรัมย์ ค้นประวัติพบเคยปล้นรถขนเงิน 16.9 ล้าน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ดำเนินการจับกุมชายวัย 58 ปี หลังก่อเหตุงัดตู้เอทีเอ็มของธนาคารออมสิน แต่ไม่สามารถนำเงินออกมาได้ โดยผู้ต้องหาให้การสารภาพว่าเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบประวัติพบว่าเขาเคยมีส่วนร่วมในคดีปล้นรถขนเงินมูลค่ากว่า 16.9 ล้านบาทในอดีต

เหตุการณ์งัดตู้เอทีเอ็มในยามวิกาล

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงกลางดึกของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เมื่อคนร้ายได้ใช้เครื่องมือช่างประเภทลูกหมูหรือหินเจียร์ พยายามงัดตู้เอทีเอ็มของธนาคารออมสินซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าร้านทวีกิจ ในตำบลหนองโบสถ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ แม้จะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการพยายามงัด แต่ตู้เอทีเอ็มได้รับความเสียหายเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีเงินถูกขโมยไป

หลังเหตุการณ์ พันตำรวจเอกอานนท์ เหล็กดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอนางรอง ได้สั่งการให้ทีมสืบสวนเร่งติดตามตัวคนร้าย เนื่องจากเห็นว่าการก่อเหตุครั้งนี้มีความอุกอาจเป็นอย่างมาก จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่พบว่าคนร้ายใช้รถกระบะยี่ห้ออีซูซุ แคป สีเทา ทะเบียน วฮ 458 กรุงเทพฯ ซึ่งนำไปสู่การระบุตัวและจับกุมผู้ต้องหาในเวลาต่อมา

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การจับกุมและการให้การของเจ้าตัว

ผู้ต้องหาคือ นายสิทธิชัย หรือน้อย แสนคะนึง อายุ 58 ปี ชาวตำบลหนองโบสถ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ในเบื้องต้นเขาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่เมื่อตำรวจนำหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและข้อมูลอื่นๆ มาแสดงให้เห็น เขาก็ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายสิทธิชัยให้การว่า ในคืนวันที่เกิดเหตุ เวลาประมาณ 23.00 น. เขาขับรถออกจากบ้านเพื่อไปซื้อเหล้ามาดื่มต่อเนื่องจากเหล้าหมด แต่พบว่าร้านส่วนใหญ่ปิดแล้ว ขณะขับรถผ่านบริเวณหน้าร้านทวีกิจ เขาเห็นตู้เอทีเอ็มสองตู้ตั้งเรียงกันโดยไม่มีคนเฝ้า จึงเกิดอารมณ์ชั่ววูบและใช้เครื่องมือช่างที่มีอยู่พยายามงัดตู้ หลังจากพยายามอยู่ครึ่งทางและเริ่มรู้สึกส่างเมาจากการดื่มเหล้ามาก่อน เขาคิดได้ว่าการกระทำนี้ไม่ดีจึงหยุดและขับรถกลับบ้าน โดยย้ำว่าเป็นการกระทำที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า

การค้นพบประวัติอาชญากรรมในอดีต

จากการสอบสวนประวัติเพิ่มเติม พันตำรวจเอกอานนท์ เปิดเผยว่า นายสิทธิชัยเคยมีส่วนร่วมในคดีอาชญากรรมร้ายแรงเมื่อปี 2553 โดยเขาและเพื่อนอีกสองคนร่วมกันปล้นรถขนเงินในเขตประเวศ กรุงเทพฯ ซึ่งในครั้งนั้นสามารถยึดเงินสดได้มากกว่า 16.9 ล้านบาท คดีนี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องหา

ตำรวจกำลังดำเนินการสืบสวนเชิงลึกต่อไป เพื่อตรวจสอบว่าผู้ต้องหาเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ที่อื่นอีกหรือไม่ ในขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ อย่างเป็นทางการ เนื่องจากธนาคารมีประกันภัยครอบคลุมความเสียหาย ทำให้ไม่มีผู้เสียหายที่ชัดเจนในคดีงัดตู้เอทีเอ็มครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวยังคงถือเป็นความผิดทางอาญาที่ต้องรับโทษตามกฎหมาย