ศาลอาญายกฟ้อง 'แอม สรารัตน์' คดีวางยาฆ่าด้วยไซยาไนด์ ชี้พยานหลักฐานไม่เพียงพอ
วันนี้ (11 มีนาคม 2569) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาและมีคำสั่งยกฟ้องนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือที่รู้จักในชื่อ 'แอม' ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน จากกรณีผสมสารไซยาไนด์ลงในเครื่องดื่มของ น.ส.นิตยา แก้วบุปผา วิศวกรสาวในจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายเมื่อช่วงวันที่ 22-23 สิงหาคม 2563
ศาลชี้พยานหลักฐานไม่เพียงพอ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
ศาลอาญาได้พิจารณาจากพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ และเชื่อได้ว่าโจทก์ ซึ่งในที่นี้คือพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 ไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยมีสารไซยาไนด์ไว้ในครอบครองได้อย่างไร อีกทั้งยังไม่พบมูลเหตุประสงค์ต่อทรัพย์สินของผู้ตายที่ชัดเจน ดังนั้น ศาลจึงตัดสินใจยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย และพิพากษายกฟ้องในที่สุด
น.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ ทนายความของจำเลย ได้เปิดเผยภายหลังว่า ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอ และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยครอบครองสารไซยาไนด์ในเวลาใด นอกจากนี้ ศาลยังมองว่าการรับจำนำรถยนต์ที่จำเลยดำเนินการเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ตามปกติ และหลังผู้ตายเสียชีวิต จำเลยได้แจ้งบุคคลใกล้ชิดของผู้ตาย รวมถึงให้ญาติมาไถ่ถอนรถกลับไป จึงไม่พบพฤติการณ์ที่ชี้ชัดว่าเป็นการชิงทรัพย์
ควบคุมตัวรออุทธรณ์ และผลกระทบต่อคดีอื่นๆ
แม้ว่าศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีนี้ แต่เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ศาลยังคงให้ควบคุมตัวจำเลยไว้ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ได้ โดยฝ่ายโจทก์ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ทนายความของจำเลยยังระบุเพิ่มเติมว่า จะนำผลการพิจารณาในวันนี้เป็นแนวทางในการต่อสู้อีก 10 คดี ที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล โดยคดีเหล่านี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือ คดีที่เกิดก่อนและหลังวันที่ 9 สิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่พบข้อมูลว่าจำเลยได้สั่งซื้อไซยาไนด์ รายละเอียดของแต่ละคดีจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ศาลจะพิจารณาต่อไป
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพยานหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม และการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับผู้ต้องหาเมื่อหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในระบบกฎหมายอาญา



