แพทย์ชี้ต้องใช้ 'นิติวิทยาศาสตร์' ตรวจสอบซากทารกในสุสานวัดสิงห์ อ่างทอง อย่างละเอียด
กรณีการฝังร่างทารกไว้ในสุสาน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับบ้านพักของสัปเหร่อภายในวัดสิงห์ ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ยังคงเป็นที่สนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ได้ออกมาเสนอแนะให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดด้วยกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อค้นหาที่มาและสาเหตุการตายที่แท้จริงของซากทารกเหล่านี้
เปรียบเทียบกับคดีในอดีตและเน้นความสำคัญของการตรวจสอบ
แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ระบุว่า หากนำกรณีนี้มาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่พบซากทารกจำนวนมากในวัดไผ่เงิน เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ เมื่อปี 2553 จะเห็นว่าในครั้งนั้น การตรวจสอบด้วยนิติวิทยาศาสตร์สามารถพบร่องรอยการทำหัตถการในซากเด็ก ซึ่งนำไปสู่การเปิดเผยขบวนการขนส่งซากทารกจากคลินิกทำแท้งเถื่อนมาให้สัปเหร่อเก็บและรอเผาทำลาย
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีที่วัดสิงห์ อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง นี้ ที่มาของซากทั้งหมดยังต้องรอการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า มาจากการผ่าของสัปเหร่อทั้งหมดหรือไม่ ประเด็นสำคัญคือ การพิสูจน์หาว่าเป็นใคร ตายจากอะไร ถูกใครทำให้ตาย และเมื่อไหร่ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาดำเนินการ ไม่ควรให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิรีบขุดขึ้นมาโดยขาดความระมัดระวัง
ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถบอกระยะเวลาที่ซากถูกฝังไว้ได้อย่างแม่นยำ โดยปกติแล้ว ศพที่ผ่านการผ่าจากโรงพยาบาลจะไม่ถูกทิ้งในลักษณะดังกล่าว และการตรวจสอบรอยผ่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากซากมาจากแม่ที่นำมาทิ้งเอง ก็อาจมีข้อจำกัดทางกฎหมาย เนื่องจากหากทารกเกิดมามีชีวิตและเสียชีวิตในโรงพยาบาล จะต้องออกใบมรณบัตรซึ่งระบุสถานที่ฝังศพไว้ ในทางกลับกัน หากเสียชีวิตในครรภ์ ก็ต้องทำคลอดที่โรงพยาบาล ไม่ใช่ปล่อยให้คลอดกับหมอตำแยหรือบุคคลที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ
มุมมองจากแพทย์นิติเวชและปัจจัยทางประวัติศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีการผ่าคลอดหญิงตั้งครรภ์โดยแพทย์นิติเวชในโรงพยาบาล จะทำเฉพาะในเหตุการณ์เสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติเท่านั้น หากเป็นการเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวหรือเสียชีวิตในโรงพยาบาล และญาติไม่ติดใจสาเหตุ ก็จะไม่มีการผ่าท้องนำร่างทารกออกมา แต่จะส่งร่างคืนให้ญาติไปประกอบพิธีทางศาสนา ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในที่มาของซากทารกในสุสาน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยทางประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจังหวัดอ่างทองเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นพื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์นิติเวชอย่างมาก การส่งร่างมาให้แพทย์นิติเวชผ่าชันสูตรที่กรุงเทพฯ อาจเป็นเรื่องที่เกินกำลัง ทำให้ศพหญิงตั้งครรภ์ถูกจัดการด้วยความเชื่อของชาวบ้านเอง ในช่วงเวลาดังกล่าว คาดว่าไม่น่าจะมีหมอนิติเวชประจำการในพื้นที่ หรืออาจมีกรณีที่ไม่ได้ส่งมาผ่าที่กรุงเทพฯ เช่น ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตและรู้ว่าตั้งครรภ์ ซึ่งไม่มีหมอนิติเวชอยู่แล้ว และแพทย์ทั่วไปอาจไม่อยากผ่า จึงออกใบมรณบัตรและส่งต่อ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจถูกผ่าออกมาทีหลัง
ประเด็นกฎหมายและความเชื่อในสังคม
ในส่วนของข้อกฎหมายเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์นั้น ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญกับการเข้าถึงบริการแพทย์อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน นายอำเภอได้สั่งระงับการประกอบพิธีเกี่ยวกับศพเด็กที่วัดสิงห์แล้ว
คำถามที่ตามมาคือ ในยุค 5G ที่เทคโนโลยีก้าวหน้า ทำไมคนไทยบางส่วนยังคงเชื่อเรื่อง 'ลูกกรอก' หรือ 'กุมารทอง' จากศพทารกตายทั้งกลม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อดั้งเดิมที่ยังฝังรากลึกในสังคมไทย แม้ว่าจะมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกฎหมายเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหาได้ก็ตาม
กรณีนี้จึงไม่เพียงแต่ต้องการการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจในบริบททางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต



