หนุ่มอ้างตัวตำรวจปลอม หลอกแม่เลี้ยงเดี่ยวขโมยทอง 8 บาท คดีไม่คืบ 5 เดือน
หนุ่มอ้างตำรวจปลอมหลอกแม่เลี้ยงเดี่ยวขโมยทอง 8 บาท

หนุ่มอ้างตัวตำรวจปลอมหลอกแม่เลี้ยงเดี่ยว สงสัยขโมยทอง 8 บาท คดีไม่คืบ 5 เดือน

เมื่อเวลา 12.30 น. ของวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา นางสาววราภรณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้เดินทางไปร้องขอความช่วยเหลือยังเพจสายไหมต้องรอด ตั้งอยู่ที่ถนนวัดเกาะ เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร หลังถูกแฟนหนุ่มอ้างตัวเป็นตำรวจปลอมหลอกลวงเป็นเวลานานกว่า 1 ปี และสงสัยว่าเป็นผู้ขโมยทองรูปพรรณรวมน้ำหนัก 8 บาท พร้อมเงินสด 3,000 บาท จากตู้เซฟภายในห้องพัก

จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์และการหลอกลวง

นางสาววราภรณ์เปิดเผยว่า เธอรู้จักกับนายธงชัย ณ นคร อายุ 42 ปี ผ่านทางเฟซบุ๊กในช่วงต้นปี 2567 ก่อนจะพัฒนาความสัมพันธ์จนมาอยู่กินร่วมกัน ฝ่ายชายอ้างว่าเคยเป็นทหารองครักษ์ในตำแหน่งร้อยโท และได้โอนย้ายมาทำงานเป็นตำรวจในชื่อ "หมวดป๊อบ" สังกัดสถานีตำรวจนครบาลคันนายาว มีหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดและเคยมีส่วนร่วมในคดีวิสามัญฆาตกรรมที่มีชื่อเสียง

"เขาเคยนำคลิปวิดีโอมาให้ดู แต่ภาพไม่ชัดเจน และระหว่างที่คบกัน เขาสวมเครื่องแบบตำรวจทั้งแบบเต็มยศและนอกเครื่องแบบ พาฉันไปส่งที่ทำงานและไปทานอาหารตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงเคยพาไปที่ สน.คันนายาว อ้างว่าไปส่งของให้สารวัตร" นางสาววราภรณ์กล่าว พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เธอเชื่อว่าเขาเป็นตำรวจจริง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

พฤติกรรมน่าสงสัยและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น

หลังจากคบกันได้ประมาณ 4 เดือน ฝ่ายชายเริ่มอ้างว่าเขาถูกย้ายไปติดตามสารวัตรที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 และบัญชีของเขาถูกอายัดเนื่องจาก "ลูกพี่สารวัตร" นำเงินจากการค้ายาเสพติดมาเข้าบัญชี ทำให้เขาต้องขอยืมเงินจากเธอหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 30,000-40,000 บาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นอกจากนี้ ฝ่ายชายยังเคยชักปืนออกมาจ่อที่ศีรษะของเธอและทำร้ายร่างกายเมื่อมีการทะเลาะกัน รวมถึงเธอยังพบยาเสพติดชนิดหนึ่งในกระเป๋าของฝ่ายชายอีกด้วย ต่อมา แฟนของเพื่อนที่เป็นตำรวจได้สังเกตเห็นเครื่องแบบของฝ่ายชายดูผิดปกติและช่วยตรวจสอบ แต่ไม่พบข้อมูลชื่อ "หมวดป๊อบ" ในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การขโมยทองและการแจ้งความที่ไร้ความคืบหน้า

ความสัมพันธ์ยังคงดำเนินต่อไปอีก 4-5 เดือน จนกระทั่งนางสาววราภรณ์พบว่าทองรูปพรรณที่เก็บไว้ในตู้เซฟหายไปทั้งหมด รวมถึงกำไลข้อเท้าของลูก โดยในตู้เซฟเหลือเพียงทองปลอม 3 เส้นที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อสอบถามฝ่ายชาย เขาปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องและไม่ทราบรหัสตู้เซฟ

"ฉันเชื่อว่าเขาน่าจะเป็นผู้กระทำ เพราะอยู่ด้วยกันเพียงสองคน และฉันเคยเขียนรหัสตู้เซฟไว้ในสมุดที่วางอยู่บนหัวเตียง" เธอกล่าว พร้อมระบุว่าได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.ห้วยขวาง เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยพาฝ่ายชายสวมเครื่องแบบตำรวจไปด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังการสอบสวน ตำรวจ สน.ห้วยขวาง ไม่ดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ทอง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และให้เธอไปหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเอง มีการยืนยันว่าเขาเป็น "ตำรวจปลอม" และตำรวจได้ตรวจค้นห้องพัก พบปืนปลอม 1 กระบอกและปืนไทยประดิษฐ์อีก 1 กระบอก แต่ไม่ทราบว่ามีการดำเนินคดีหรือไม่ โดยฝ่ายชายถูกปล่อยตัวในวันเดียวกัน

ความกังวลและความพยายามเรียกร้องความยุติธรรม

นางสาววราภรณ์ตัดสินใจเลิกกับฝ่ายชายอย่างเด็ดขาดและมาร้องเรียนในเพจสายไหมต้องรอด เนื่องจากคดีทองไม่คืบหน้าเป็นเวลา 5 เดือนแล้ว และฝ่ายชายยังถูกปล่อยตัวออกมา พร้อมทั้งยังพยายามมาราวีและขอคืนดี รวมถึงถ่ายรูปรถและห้องพัก ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย

"ใน TikTok ของฝ่ายชายยังคงแอบอ้างตัวเป็นตำรวจและสวมเครื่องแบบตำรวจเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำ ฉันกลัวว่าจะมีผู้หญิงอื่นตกเป็นเหยื่ออีก" เธอกล่าวด้วยความวิตก

การประสานงานจากเพจสายไหมต้องรอด

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กล่าวว่า คดีนี้ผ่านมา 5 เดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้า ดังนั้นเขาจะช่วยประสานงานกับผู้กำกับการสถานีตำรวจห้วยขวาง เพื่อให้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุและนำทรัพย์สินกลับคืนสู่ผู้เสียหาย

นอกจากนี้ เขาจะประสานผู้กำกับการสถานีตำรวจคันนายาวเพื่อตรวจสอบบุคคลที่แอบอ้างเป็นตำรวจปลอม ซึ่งทำให้สถานีตำรวจได้รับความเสียหาย และตรวจสอบว่ามีตำรวจคนใดรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ที่ปล่อยให้ "หมวดป๊อบ" เข้านอกออกในสถานีตำรวจคันนายาวได้

"เราต้องการให้คดีนี้มีความคืบหน้าและป้องกันไม่ให้มีเหยื่อรายใหม่เกิดขึ้น" นายเอกภพกล่าวทิ้งท้าย พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน