ผบ.ตร. สั่งเร่งขยายผลคดีหนุ่มจีนซุกคลังแสง
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 พ.ค. 2569 พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคง ลงพื้นที่ติดตามคดีจับกุมชายชาวจีนที่ซุกซ่อนอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด C4 ในพื้นที่ห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยสั่งการให้เร่งขยายผลทุกมิติ เนื่องจากเป็นคดีสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน
การแถลงข่าวเกิดขึ้นที่ สภ.นาจอมเทียน ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดย ผบ.ตร. กล่าวชื่นชมสิบตำรวจโท นิลพัฒน์ ทองย้อย ตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.หนองปรือ ที่มีไหวพริบสังเกตพบแม็กกาซีนปืนขนาด .45 ภายในรถของผู้ต้องหา นำไปสู่การขยายผลตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ห้วยใหญ่ และพบอาวุธปืนพร้อมระเบิดจำนวนมาก
จุดเริ่มต้นคดี
คดีนี้เริ่มต้นจากอุบัติเหตุรถยนต์ของชายชาวจีนในพื้นที่ห้วยใหญ่ ก่อนที่ตำรวจจราจรจะสังเกตเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยและประสานฝ่ายสืบสวน สภ.นาจอมเทียน เข้าตรวจสอบตามยุทธวิธี กระทั่งพบอาวุธปืนสั้น แม็กกาซีน กระสุนปืน รวมถึงแม็กกาซีนปืนยาวขนาด 5.56 ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายังมีอาวุธสงครามซุกซ่อนเพิ่มเติม จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเช่าและพบคลังอาวุธจำนวนมาก
เบื้องต้นผู้ต้องหาอ้างว่ามีอาวุธไว้เพื่อเตรียมฆ่าตัวตายและเป็นผู้ชื่นชอบอาวุธปืน แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากลักษณะของอาวุธที่พบเข้าข่ายอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดร้ายแรง ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาเดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง รวมถึงมีข้อมูลการเดินทางข้ามไปยังกัมพูชา
การสอบสวน 5 ประเด็นสำคัญ
ผบ.ตร. มอบหมายให้พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ซึ่งกำกับดูแลฝ่ายงานมั่นคง เข้ามากำกับดูแลคดีนี้อย่างใกล้ชิด โดยร่วมมือกับตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงจะส่งตำรวจกองปราบปรามเข้ามาช่วยคลี่คลายคดี
มีการเร่งตรวจสอบ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- ตรวจสอบประวัติผู้ต้องหา
- การเดินทางเข้าออกประเทศ
- อาชีพและผู้เกี่ยวข้อง
- ที่มาของอาวุธว่าได้มาอย่างไร จากใคร วิธีการใด วัตถุประสงค์ในการครอบครอง มีไว้เพื่ออะไร และจะนำไปทำอะไร
- เส้นทางการติดต่อในโทรศัพท์กับใคร อย่างไร อะไรบ้าง และบัญชีและเส้นทางการเงินเป็นอย่างไร
โดยให้เร่งดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกรอบของกฎหมาย
การบูรณาการหน่วยงาน
นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายสืบสวน หน่วยข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสันติบาล และกองปราบปราม เพื่อซักถามเชิงลึกและตรวจสอบแรงจูงใจที่แท้จริงของผู้ต้องหา
ผบ.ตร. ยังเน้นย้ำให้มีการตรวจสอบกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวแต่มีพฤติกรรมต้องสงสัย รวมถึงผู้ที่ลักลอบประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย โดยกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ชลบุรี พัทยา เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี พังงา และอำเภอปาย
แนวทางการทำคดี
เจ้าหน้าที่จะดำเนินการจัดทำรายงานสืบสวนอย่างต่อเนื่อง แยกประเภทพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล วัตถุพยาน และเอกสารต่าง ๆ อย่างชัดเจน เพื่อส่งต่อเข้าสู่สำนวนสอบสวน พร้อมยืนยันว่าการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนจะดำเนินการอย่างโปร่งใส แต่ข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขยายผลจำเป็นต้องปกปิดไว้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปคดี
ขณะนี้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวดำเนินคดี โดยเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อ และความเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งยังอยู่ระหว่างตรวจสอบภรรยาของผู้ต้องหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่ หากพบหลักฐานเชื่อมโยงจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป
ผบ.ตร. ยืนยันว่า แม้ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับการก่อวินาศกรรมหรือการจารกรรมข้อมูล แต่จะมีการขยายผลอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต โดยถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการเชิงรุกด้านความมั่นคงที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นปี 2569 เพื่อสแกนและเฝ้าระวังภัยคุกคามทั่วประเทศ
ประเด็นคลิปฝึกใช้อาวุธ
ส่วนประเด็นที่ผู้ต้องหามีการถ่ายคลิปการฝึกใช้อาวุธกับบุคคลที่คล้ายชาวกัมพูชา โดยยืนยันว่าในเรื่องนี้ตำรวจก็เห็นเช่นกัน แต่การสืบสวนยังมีการเชื่อมโยงไปถึงจุดของการฝึกแล้วจะนำมาก่อเหตุวินาศกรรมในประเทศไทย หรือแม้กระทั่งในข้อมูลของสายลับ แต่อย่างไรก็ตามตำรวจจะต้องทำการสืบสวนขยายผลอย่างละเอียดอีกครั้ง
กรณีอาวุธปืนของตำรวจ
ส่วนกรณีอาวุธปืนพกสั้นแบบกึ่งออโตเมติกที่พบในตัวผู้ต้องหาตอนที่ขับรถไปประสบอุบัติเหตุ จากการตรวจสอบพบว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของตำรวจ ประจำ สน.สายไหม ก่อนจะถูกนำไปขายต่อให้กับแวดวงตำรวจกันเอง และถูกนำไปขายเป็นทอดๆ จนกระทั่งมาตกอยู่ในมือผู้ต้องหาชาวจีนรายนี้
ในเรื่องนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนนายตำรวจรายนี้อย่างละเอียด โดยต้องยอมรับว่าปัจจุบันตำรวจเองก็มีภาระและเกิดการขัดสนจึงมีการนำอาวุธปืนไปขาย ซึ่งอาวุธปืนดังกล่าวซื้อมาถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ใช่ปืนสวัสดิการของตำรวจ หากพบว่าตำรวจกระทำผิดเสียเองก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด



