เค้น 2 ลูกประดู่โยงคลังแสงจีน พบจัดหาอาวุธสงคราม โฆษก ทร.ยันไม่ปกป้อง
เค้น 2 ลูกประดู่โยงคลังแสงจีน พบจัดหาอาวุธสงคราม

ความคืบหน้าคดีอาวุธสงครามขนาดใหญ่ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่กองปราบปรามได้ขยายผลจากการสอบปากคำผู้ต้องหา 2 ราย ซึ่งเป็นลูกน้องในเครือข่ายค้าอาวุธระหว่างประเทศ โดยพบว่ามีการเชื่อมโยงกับคลังแสงในประเทศจีน โดยผู้ต้องหาทั้งสองให้การว่ามีการจัดหาอาวุธสงครามประเภทปืนกลและกระสุนจำนวนมากจากแหล่งดังกล่าว

การสอบสวนขยายผล

พ.ต.อ. สมชาย กล้าหาญ โฆษกกองบัญชาการตำรวจปราบปราม เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสองซึ่งถูกจับกุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเครือข่ายการลักลอบนำอาวุธสงครามเข้าประเทศ โดยระบุว่าอาวุธบางส่วนถูกส่งมาจากคลังแสงในจีนผ่านทางฮ่องกง โดยใช้เส้นทางทางทะเลและทางบกผ่านประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีบริษัทในจีนและฮ่องกงอย่างน้อย 10 แห่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการลักลอบขายอาวุธให้กับกลุ่มผู้ต้องหา โดยเจ้าหน้าที่กำลังประสานงานกับตำรวจสากลเพื่อติดตามตัวผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โฆษกทร. ยันไม่ปกป้อง

พล.ร.อ. ธนิต อยู่สุข โฆษกกองทัพเรือ กล่าวยืนยันว่า ทางกองทัพเรือไม่มีนโยบายปกป้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพบว่ามีบุคลากรในกองทัพเข้าไปพัวพันกับการค้าอาวุธผิดกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่

“กองทัพเรือขอเรียนว่า ไม่มีการปกป้องใครทั้งสิ้น หากพบว่ามีทหารเรือเกี่ยวข้องก็จะดำเนินการทางวินัยและกฎหมายอย่างเด็ดขาด” พล.ร.อ. ธนิต กล่าว

การตรวจค้นสำนักอมเจ้าโลก

ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่กองปราบฯ ได้เข้าตรวจค้นสำนักอมเจ้าโลก ซึ่งเป็นสถานที่ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธ โดยพบตัวจอมขมังเวทหรือหมอผีชื่อดัง แต่ยังไม่ออกหมายจับ เนื่องจากอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การตรวจค้นครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลจากคดีก่อนหน้านี้ ซึ่งพบว่ามีการใช้อาวุธสงครามในเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้ง โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่ายังมีผู้ต้องหาอีกหลายรายที่ยังหลบหนี

การเมืองและความมั่นคง

กรณีนี้ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการเมือง โดยนักวิชาการบางรายมองว่าการลักลอบนำอาวุธสงครามเข้าประเทศเป็นภัยคุกคามความมั่นคงที่ร้ายแรง และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง ขณะที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ

ด้านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานเพื่อตัดตอนเครือข่ายอาวุธสงครามอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดน

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ต่อไป เนื่องจากมีแนวโน้มว่าจะมีการขยายผลไปสู่ผู้เกี่ยวข้องระดับสูงอีกหลายราย