ตำรวจไซเบอร์ทลายแก๊ง 'จีนเทา' สแกมเมอร์ หลอกอดีตข้าราชการเกษียณสูญเงินกว่า 9.5 ล้านบาท
ตำรวจทลายแก๊ง 'จีนเทา' สแกมเหยื่อสูญเงิน 9.5 ล้าน (19.02.2026)

ตำรวจไซเบอร์ทลายเครือข่ายแก๊ง 'จีนเทา' สแกมเมอร์ หลอกเหยื่ออดีตข้าราชการเกษียณสูญเงินกว่า 9.5 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ในพื้นที่เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการบช.สอท. พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้ร่วมกันแถลงข่าวปฏิบัติการทลายเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ที่รู้จักกันในชื่อ 'จีนเทา' ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกลวงเหยื่ออดีตข้าราชการเกษียณวัย 63 ปี ชาวจังหวัดนนทบุรี จนสูญเงินไปกว่า 9.5 ล้านบาท

รายละเอียดการหลอกลวงและวิธีการของแก๊ง

จากข้อมูลของ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการสอท.1 ระบุว่า เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคนร้ายได้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายหนึ่ง โทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหายและแจ้งว่ามีการนำซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเพื่อหลอกลวงผู้อื่น เมื่อผู้เสียหายปฏิเสธข้อกล่าวหา คนร้ายได้ออกอุบายให้ผู้เสียหายไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แต่เนื่องจากผู้เสียหายอ้างเหตุผลความไม่สะดวก คนร้ายจึงแนะนำให้แจ้งความผ่านระบบออนไลน์แทน

โดยคนร้ายได้ให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ในบัญชีชื่อ 'รองผู้กำกับ เขณ ภูโอ' ซึ่งมีโปรไฟล์แสดงภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้มีการพูดคุยทางแชตและวิดีโอคอลหลายครั้ง พร้อมทั้งห้ามไม่ให้ผู้เสียหายเปิดเผยเรื่องนี้กับบุคคลอื่นอย่างเด็ดขาด หลังจากนั้น คนร้ายได้อ้างว่าต้องการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้เสียหาย และหากไม่พบความผิดจะคืนเงินให้ทั้งหมด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผู้เสียหายซึ่งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง จึงได้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนเองเข้าบัญชีของคนร้ายเป็นจำนวน 2 ครั้ง รวมยอดกว่า 170,000 บาท ต่อมา คนร้ายได้เปลี่ยนวิธีการโดยให้ผู้เสียหายส่งมอบเงินสดให้โดยตรง เนื่องจากบัญชีม้าเกิดถูกอายัดและไม่สามารถโอนเงินได้อีกต่อไป

โดยมีการนัดหมายให้ผู้เสียหายนำเงินสดวางไว้ที่หน้าบ้านและตามลานจอดรถภายในห้างสรรพสินค้าอีกหลายแห่ง เป็นจำนวน 7 ครั้ง รวมเงินกว่า 9.3 ล้านบาท ในทุกครั้งที่มารับเงิน คนร้ายจะสวมแมสก์และหมวกเพื่อปิดบังใบหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายจดจำได้ อีกทั้งยังบังคับให้ผู้เสียหายทำวิดีโอคอลตลอดเวลาเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ตามลำพัง

การดำเนินการของตำรวจและการจับกุม

เมื่อครอบครัวของผู้เสียหายทราบเรื่องและเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกลวง จึงได้พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ ขณะที่กำลังให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ คนร้ายยังคงโทรศัพท์มาข่มขู่ให้ผู้เสียหายนำเงินมาตรวจสอบอีกอย่างต่อเนื่อง

จากนั้น พ.ต.อ.โรจน์ศักดิ์ นัยผ่องศรี ผู้กำกับการ 2 บก.สอท.2 และทีมสืบสวน ได้วางแผนให้ผู้เสียหายทำตามคนร้าย โดยยินยอมจะส่งมอบเงินสดอีกจำนวน 100,000 บาท ผ่านการนัดหมายที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในย่านลาดพร้าว กรุงเทพฯ เมื่อถึงเวลานัดหมาย ชุดสืบสวนได้บุกเข้าจับกุมคนร้ายซึ่งเป็นชายสวมแมสก์และหมวกปิดบังใบหน้าตามพฤติกรรมที่ผู้เสียหายให้ข้อมูลไว้ได้สำเร็จ

จากการสอบสวน ทราบว่าชายผู้นี้มีชื่อว่า นายช่ง ซือหยาง (SONG SHIYANG) อายุ 27 ปี สัญชาติจีน ซึ่งให้การยอมรับว่ามีหน้าที่เพียงรับเงินจากเหยื่อที่หลอกได้สำเร็จเท่านั้น เพื่อส่งมอบต่อให้กับ นายเจิ้นคุน ไซ (ZHENKUN CAI) อายุ 59 ปี หัวหน้าชาวจีน ที่พักอาศัยในพื้นที่เขตสาทร กรุงเทพฯ ตามคำสั่งของบอสใหญ่ชาวจีนซึ่งเป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง

การตรวจยึดทรัพย์สินและขยายผลการสืบสวน

ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญาที่ 964/2569 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อจับกุมนายเจิ้นคุน ไซ พร้อมทั้งออกหมายค้นบ้านพักที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายนี้สองจุดในย่านสาทร กรุงเทพฯ

จากการเข้าค้นบ้านหลังที่สองบนถนนเย็นจิต แขวงวัดดอน เขตสาทร พบชาวจีน 2 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงดังกล่าว แต่ไม่พบตัวนายเจิ้นคุน ไซ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถอายัดคริปโตและตรวจยึดอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ รวมถึงข้อมูลการเข้าถึงบัญชี Exchange หลักฐานเกี่ยวกับ Wallet ภายนอก และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้หลายรายการ

โดยทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย:

  • เงินสด 1,243,540 บาท
  • คอมพิวเตอร์ 5 เครื่อง
  • โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง
  • บัตรเครดิต ใบอนุญาตขับขี่ และเอกสารอื่นๆ รวม 26 ใบ
  • สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย 17 เล่ม
  • สมุดบัญชีสำหรับจดรายการแลกเหรียญ 10 เล่ม
  • รถยนต์ยี่ห้อ HONGI 1 คัน และรถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด 1 คัน
  • พระเครื่องเลี่ยมทองและแหวนทอง มูลค่าประมาณ 300,000 บาท
  • นาฬิกา Rolex มูลค่า 600,000 บาท 1 เรือน
  • นาฬิกา Franck muller ราคา 900,000 บาท 1 เรือน
  • โฉนดห้องชุด มูลค่า 9,000,000 บาท
  • ตู้เซฟ 6 ใบ

ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดที่ตรวจยึดมีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม

เครือข่ายอาชญากรรมและข้อกล่าวหา

เบื้องต้น ชุดสืบสวนตรวจสอบพบว่าเครือข่ายนี้เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยใช้สมุนที่เป็นคนไทยโทรศัพท์มาหลอกเหยื่อ และเมื่อหลอกลวงสำเร็จแล้ว จะมีกลุ่ม 'จีนเทา' ที่ฝังตัวอยู่ในประเทศไทยคอยนำทรัพย์สินหรือเงินสดส่งต่อให้บอสใหญ่ชาวจีน ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายทั้งหมดแล้ว

สำหรับข้อกล่าวหา ตำรวจได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในความผิดฐาน 'ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน' และ 'ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน' เพื่อดำเนินกระบวนการทางกฎหมายต่อไป