สหรัฐอเมริกาได้อนุมัติการขายอาวุธมูลค่า 7.4 พันล้านดอลลาร์ให้กับอิสราเอล โดยการขายครั้งนี้รวมถึงขีปนาวุธและกระสุนปืนใหญ่จำนวนมาก ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงการสนับสนุนทางทหารอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิสราเอลท่ามกลางความขัดแย้งในฉนวนกาซา
รายละเอียดการขายอาวุธ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศการอนุมัติการขายอาวุธดังกล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยประกอบด้วยขีปนาวุธอากาศสู่พื้นมูลค่า 3.5 พันล้านดอลลาร์ และกระสุนปืนใหญ่มูลค่า 3.9 พันล้านดอลลาร์ การขายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของอิสราเอล และรักษาความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
การอนุมัติการขายอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากนานาชาติที่เรียกร้องให้หยุดยิงในฉนวนกาซา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากการโจมตีทางทหารของอิสราเอล กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายแห่งประณามการขายอาวุธครั้งนี้ว่าเป็นการสนับสนุนการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
- องค์การสหประชาชาติเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ
- สหภาพยุโรปแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค
- กลุ่มประเทศอาหรับประณามการขายอาวุธดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่าการขายอาวุธครั้งนี้เป็นไปเพื่อความมั่นคงของอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในตะวันออกกลาง โดยสหรัฐฯ มีพันธกรณีที่จะช่วยให้อิสราเอลสามารถป้องกันตนเองจากการคุกคามต่างๆ
ผลกระทบต่อความขัดแย้ง
การขายอาวุธครั้งนี้คาดว่าจะเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา นักวิเคราะห์ชี้ว่าอาวุธที่ขายให้อิสราเอลอาจถูกใช้ในการโจมตีทางทหารเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซาเลวร้ายลง
อิสราเอลได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศและปืนใหญ่ในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว เพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮามาส การโจมตีดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน และสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่โครงสร้างพื้นฐานในกาซา
การสนับสนุนจากสหรัฐฯ
สหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนทางทหารรายใหญ่ที่สุดของอิสราเอล โดยให้ความช่วยเหลือด้านการทหารมูลค่าประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์ต่อปี การอนุมัติขายอาวุธครั้งใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่มีต่อความมั่นคงของอิสราเอล แม้จะมีความกังวลจากนานาชาติก็ตาม
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่าสหรัฐฯ จะยังคงสนับสนุนอิสราเอลในการป้องกันตนเอง แต่ก็เรียกร้องให้อิสราเอลปกป้องพลเรือนและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม คำเรียกร้องดังกล่าวถูกมองว่าไม่เพียงพอโดยกลุ่มสิทธิมนุษยชน
การขายอาวุธครั้งนี้ยังคงต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะผ่านการอนุมัติ เนื่องจากสมาชิกสภาส่วนใหญ่สนับสนุนอิสราเอล



