สิทธิปิดจอหลังเลิกงาน ม.23/1 คุ้มครองแรงงานไทย 2569 หยุดหมดไฟ
สิทธิปิดจอหลังเลิกงาน ม.23/1 คุ้มครองแรงงานไทย 2569

เมื่อการ "ปิดจอ" คือการ "ชาร์จพลัง" เจาะลึก กม.แรงงานไทย ม.23/1 สิทธิปฏิเสธแชตงานนอกเวลา เพื่อหยุดวิกฤตสุขภาพจิตและภาวะหมดไฟ ยกระดับวัฒนธรรมองค์กรไทยสู่การทำงานด้วยความสุขอย่างยั่งยืน

จากยุคโควิด-19 ที่ให้กำเนิดการทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home จนมาถึงยุคที่เทคโนโลยีทำให้เราเชื่อมต่อกันได้ง่ายเพียงปลายนิ้วด้วยการทำงานจากที่ไหนก็ได้ หรือ Work from Anywhere ดูแล้วก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้เราบริหารจัดการชีวิตได้ยืดหยุ่นขึ้น ทว่าในความสะดวกสบายนั้น บางครั้งเส้นแบ่งระหว่าง "เวลาทำงาน" และ "เวลาพักผ่อน" ก็อาจจะเบลอไปบ้าง จนทำให้ทั้งเจ้านายและลูกจ้างเผลอเชื่อมต่อกันตลอดเวลาโดยไม่ตั้งใจ

วันแรงงานปี 2569 นี้ เป็นโอกาสดีที่น่าจะหยิบยกเรื่องของ "สิทธิในการปิดการสื่อสาร" (Right to Disconnect) มาชวนทำความเข้าใจกันโดยไม่เคอะเขิน แล้วเพื่อให้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ที่มองว่าการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ใช่การละทิ้งหน้าที่ แต่คือการ "ชาร์จพลัง" เพื่อกลับมาสร้างสรรค์งานที่ดีกว่าเดิมให้กับองค์กร ไทยพีบีเอสออนไลน์ชวนเจาะลึกเบื้องหลัง ม.23/1 ของกฎหมายแรงงาน และวิกฤตสุขภาพจิตที่กำลังกัดกินฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

Work from Anywhere เมื่ออิสรภาพกลายเป็นกรงขัง

ย้อนกลับไปในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การทำงานระยะไกลถูกถูกนำเสนอในฐานะสิทธิพิเศษที่มอบอิสระให้มนุษย์เงินเดือน ทว่าในปี 2569 ผลการศึกษาเรื่อง Thailand Adopts Work from Home Bill: Implications for Employers ทำให้พบความจริงที่น่าตระหนกว่า อิสระนี้มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ปรากฏการณ์ "Flexibility Paradox" หรือความย้อนแย้งของความยืดหยุ่น ได้เปลี่ยนบ้านที่เคยเป็นวิมานให้กลายเป็น "สถานประกอบการสาขาที่ 2"

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ยกตัวอย่าง กรุงเทพมหานคร ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่ผู้คนทำงานหนักที่สุดในโลก ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อการสื่อสารนอกเวลางานที่มากเกินไป กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำลายสมดุลชีวิต (Work-Life Balance) และนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตามข้อมูลของ เอกสาร WORK-LIFE BALANCE AND WORKING FROM HOME IN BANGKOK, THAILAND, DURING THE COVID-19 SITUATION AND BEYOND พฤติกรรมการเชื่อมต่อตลอดเวลา ทำให้แรงงานไทยตกอยู่ในสภาวะ "Always on" หรือการสแตนด์บายรอรับคำสั่งงานตลอด 24 ชั่วโมง

งานวิจัยพบว่าแรงงานที่ทำงานแบบไฮบริดหรือทางไกลมักจะทำงานเกินเวลาปกติ และมีความยากลำบากในการตัดขาดทางจิตใจ (Psychological Detachment) จากเรื่องงานในช่วงเวลาพักผ่อน ความกดดันนี้ไม่ได้มาจากคำสั่งโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากวัฒนธรรมการตอบกลับทันที ที่ทำให้ลูกจ้างรู้สึกว่าหากไม่ตอบแชตหรืออีเมลในทันทีจะถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ทุ่มเทให้กับองค์กร

ในทางประสาทวิทยา สิ่งที่น่ากลัวกว่าการสั่งงานนอกเวลา คือ "ความเครียดจากการคาดหวัง" ภาวะที่สมองของคุณไม่เคยปิดระบบ เพราะต้องคอยกังวลว่าจะมีข้อความเด้งขึ้นมาเมื่อไหร่ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดอยู่ตลอดเวลา นำไปสู่ภาวะหมดไฟ, โรคนอนไม่หลับ, วิตกกังวล ส่งผลให้กระบวนการฟื้นฟูเซลล์ประสาทหยุดชะงักและอาจลุกลามถึงปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว

รู้ไหม ? ไม่ตอบแชตเจ้านายหลังเลิกงาน "ไม่ผิด"

สิทธิในการปิดการสื่อสาร (Right to Disconnect ) คือสิทธิทางกฎหมายหรือตามสัญญาจ้างที่อนุญาตให้ลูกจ้าง ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการสื่อสารทางดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับงานนอกเวลาทำงานปกติ โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะได้รับผลกระทบทางลบหรือการลงโทษจากนายจ้าง

ข้อมูลสถิติชี้ชัดว่า ลูกจ้างในบริษัทที่มีนโยบาย Right to Disconnect อย่างชัดเจน มีระดับความพึงพอใจในงานสูงกว่า และมีอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับความเครียด เช่น อาการปวดศีรษะหรือเมื่อยล้า น้อยกว่าลูกจ้างในบริษัทที่ไม่มีนโยบายนี้อย่างมีนัยสำคัญ

"ฝรั่งเศส" เป็นประเทศแรกที่เริ่มใช้กฎหมายนี้ในปี 2560 โดยกำหนดให้นายจ้างต้องจัดทำข้อตกลงร่วมกับลูกจ้างเกี่ยวกับแนวทางการใช้เครื่องมือดิจิทัล เพื่อให้มั่นใจว่าลูกจ้างสามารถใช้เวลาพักผ่อนและเวลาส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ ต่อมาเบลเยียมและแคนาดา ก็ได้ประกาศใช้กฎหมายที่คล้ายคลึงกัน โดยแคนาดากำหนดให้นายจ้างภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลางต้องจัดทำนโยบายการตัดการเชื่อมต่อโดยปรึกษาหารือกับลูกจ้าง

หลักการสำคัญ คือ "การสร้างขอบเขต" ไม่ใช่การห้ามติดต่อสื่อสารโดยเด็ดขาด แต่หมายความว่าลูกจ้าง ไม่จำเป็นที่จะต้องอ่าน รับรู้ หรือตอบกลับสื่อสารนั้น ๆ จนกว่าจะถึงเวลาทำงานถัดไป ยกเว้นใน "กรณีฉุกเฉิน" ที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า และลูกจ้างที่ใช้สิทธินี้จะต้องไม่ถูกหักคะแนน พลาดการเลื่อนตำแหน่ง หรือถูกมองว่ามีความทะเยอทะยานน้อยลง

หน้าที่ของนายจ้าง ส่วนนายจ้าง ก็ต้องสร้างวัฒนธรรมที่เคารพขอบเขตนี้ เช่น การฝึกอบรมผู้จัดการ และการตั้งแบบแผนการสื่อสารที่ชัดเจน

ข้อเท็จจริงทางกฎหมายแรงงานไทย ม.23/1 คืออะไร ?

สำหรับประเทศไทยมีการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2566 โดยเพิ่ม ม.23/1 เพื่อรองรับการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) หรือการทำงานระยะไกล และตามด้วยฉบับที่ 9 พ.ศ.2568 ที่เสริมความแข็งแกร่งให้สิทธิลูกจ้าง สรุปประเด็นสำคัญดังนี้

  • สิทธิในการปฏิเสธการสื่อสาร ม.23/1 ระบุชัดเจนว่า ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อสื่อสารใด ๆ จากนายจ้าง (รวมถึงหัวหน้างานและคนอื่น ๆ) หลังสิ้นสุดเวลาทำงานปกติหรือหลังเสร็จสิ้นงานที่ได้รับมอบหมาย
  • เงื่อนไขข้อยกเว้น ลูกจ้างจะสามารถถูกติดต่อได้ก็ต่อเมื่อ ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือล่วงหน้า (Written consent obtained in advance) จากลูกจ้างเท่านั้น
  • กฎหมายรับรองว่าลูกจ้างที่ทำงานระยะไกลต้องได้รับ สิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการ ของนายจ้าง

แต่แม้กฎหมายจะดูเหมือนให้การคุ้มครองลูกจ้าง แต่การบังคับใช้ในสถานการณ์จริง ก็ยังพบความท้าทายในหลากหลายมิติ เช่น

  • การกำหนดว่านายจ้างติดต่อได้หากได้รับ "ความยินยอมล่วงหน้า" จะกลายเป็นช่องทางที่นายจ้างเพิ่มเงื่อนไขนี้เข้าไปตอนเซ็นสัญญาจ้าง โดยลูกจ้างมักไม่มีทางเลือกนอกจากต้องกดยอมรับเพื่อให้ได้งาน
  • ไม่มีบทลงโทษทางอาญาที่ชัดเจน เพราะกฎหมายเน้นไปที่การส่งเสริมความตกลงระหว่างคู่สัญญา ทำให้นายจ้าง (บางคน) มีโอกาสจะละเมิดสิทธินี้ในเชิงระบบได้
  • กฎหมายไทยยังให้ขอบเขตคำว่า "ความจำเป็น" หรือ "เหตุฉุกเฉิน" ที่ไม่ชัดเจน ทำให้นายจ้างสามารถอ้างเหตุผลเหล่านี้ในการรบกวนเวลาพักผ่อนของลูกจ้างได้บ่อยครั้ง
  • วัฒนธรรมองค์กรในไทยส่วนใหญ่ ใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือ ข้อความผ่านแอปฯ ในการสั่งงานอย่างไม่เป็นทางการ แต่เจตนารมณ์ของ ม.23/1 เน้นไปที่กลุ่ม "ทำงานที่บ้าน" หรือ "นอกสถานที่" เป็นหลัก ทำให้พนักงานเกิดความสับสนในการใช้สิทธินี้ได้

เมื่อลองเปรียบเทียบกับต่างประเทศ พบว่าหลายประเทศมีมาตรการที่เข้มงวดกว่า เช่น ฝรั่งเศสที่กำหนดให้บริษัทต้องมีข้อตกลงเรื่องการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลนอกเวลางาน ออสเตรเลียที่ใช้หลักความสมเหตุสมผลในการพิจารณา ลูกจ้างสามารถปฏิเสธการติดต่อที่ไม่สมเหตุสมผลได้ และนายจ้างจะลงโทษไม่ได้ หรือโปรตุเกสที่กำหนดหน้าที่ให้นายจ้างต้องไม่ติดต่อพนักงาน ซึ่งถือเป็นการย้ายภาระหน้าที่จากลูกจ้างที่ต้องกล้าๆ กลัว ๆ ปฏิเสธนายจ้าง ให้มาเป็นหน้าที่ของนายจ้างเองที่ต้องหยุดการรบกวนลูกจ้างนอกเวลางาน

ผู้เชี่ยวชาญ เสนอว่า การพัฒนาสิทธิในการปฏิเสธการสื่อสารในประเทศไทยควรครอบคลุมทั้งการปรับปรุงกฎหมายและการสร้างวัฒนธรรมองค์กร

โดยภาครัฐควรกำหนดขอบเขตของความยินยอมให้ชัดเจน และสร้างเกณฑ์มาตรฐานสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินจริง ๆ เช่น

  • กำหนดข้อตกลงการสื่อสาร ระบุช่วงเวลาที่สามารถติดต่อได้และช่องทางที่อนุญาต
  • เคารพเวลาพัก ส่งเสริมให้หัวหน้างานใช้ฟีเจอร์การตั้งเวลาส่งอีเมลหรือข้อความ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนลูกจ้างในยามวิกาล
  • ประเมินผลตามเนื้องาน เลิกใช้วัฒนธรรม "ใครตอบไวคนนั้นเก่ง" แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานที่สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด

ปี 2569 นี้ ต้องยอมรับความจริงว่า "เวลา" คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของมนุษย์ การที่ลูกจ้างคนหนึ่งเลือกที่จะไม่รับโทรศัพท์หรือไม่อ่านข้อความแชต "หลังเลิกงาน" ไม่ได้แปลว่าเขาขี้เกียจหรือไม่รักองค์กร แต่แปลว่าเขากำลัง "รักษาความเป็นมนุษย์และจัดการเรื่องเวลาได้ดี" เพื่อที่จะกลับมาทำงานด้วยพลังที่เต็มเปี่ยมในวันถัดไป

สิทธิในการปิดรับการสื่อสารนอกเวลางาน ไม่ควรเป็นเพียงแค่ตัวอักษรในกฎหมาย แต่ควรทำให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรสมัยใหม่ ที่ทุกคนทั้งนายจ้าง-ลูกจ้าง ต้องร่วมกันสร้าง เพื่อให้คำว่า "Work From Home" อัปเกรดเป็น Work From Heart ไม่กลายเป็น Work From Hell

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม : Thailand Adopts Work from Home Bill: Implications for Employers, The “Right to Disconnect”: How the World is Finally Drawing the Line Between Work and Life, Atlas