กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันถึง 2 เท่าภายใน 5 ปีหลังการลงนาม
ความคืบหน้าการเจรจา
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปมีความคืบหน้าไปมาก โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญต่างๆ อาทิ การเปิดตลาดสินค้าและบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
คาดว่าการเจรจาจะสรุปผลได้ภายในปี 2568 ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน
เป้าหมายมูลค่าการค้า
ปัจจุบันสหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทย รองจากอาเซียน จีน และสหรัฐอเมริกา โดยในปี 2566 มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท
การทำเอฟทีเอคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2.4 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายใน 5 ปี
ประเด็นสำคัญที่ต้องเจรจา
- การเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม โดยไทยต้องการให้สหภาพยุโรปลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรแปรรูปและสินค้าอุตสาหกรรม
- มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่ออำนวยความสะดวกการส่งออกสินค้าประมง ปศุสัตว์ และพืช
- การค้าบริการและการลงทุน โดยเฉพาะบริการด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว และดิจิทัล
- ทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และสิทธิบัตร
ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย
ภาคเอกชนไทยมองว่าเอฟทีเอจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่สามารถส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมในการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานและกฎระเบียบของสหภาพยุโรป
กระทรวงพาณิชย์จะจัดกิจกรรมให้ความรู้และให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง



