ผ่าน 3 ปี พ.ร.บ.ทรมานฯ ยังพบร้องเรียน 1,155 เรื่อง เยียวยา 33 คดี มูลค่า 8.2 ล้านบาท
3 ปี พ.ร.บ.ทรมานฯ ร้องเรียน 1,155 เรื่อง เยียวยา 33 คดี

ผ่าน 3 ปี พ.ร.บ.ทรมานฯ ยังพบร้องเรียน 1,155 เรื่อง เยียวยา 33 คดี มูลค่า 8.2 ล้านบาท

นับตั้งแต่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา ปัญหาการทรมานและการสูญหายยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ครบ 3 ปี ข้อมูลจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ระบุว่า มีสถิติร้องเรียนสะสมตามมาตรา 28 จำนวนทั้งสิ้น 1,155 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกระแสเลือดและปอดอักเสบ แต่ยังไม่พบสาเหตุการเสียชีวิตที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างชัดเจน

เยียวยา 33 คดี มูลค่า 8.2 ล้านบาท

คณะอนุกรรมการช่วยเหลือเยียวยาฯ ได้ให้ความช่วยเหลือตามระเบียบฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ. 2568 แล้ว 33 กรณี ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม 2568 ถึง 22 กุมภาพันธ์ 2569 แบ่งเป็นคดีฐานกระทำทรมาน 9 ราย ฐานกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม 20 ราย และฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย 4 ราย รวมเป็นเงินเยียวยา 8,283,705 บาท

คดีสำคัญที่เกิดขึ้นหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้คือคดีพลทหาร วรปรัชญ์ พัดมาสกุล ทหารกองประจำการอายุ 18 ปี ซึ่งถูกครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึกจำนวน 13 คนลงโทษซ้อมร่างกายอย่างหนักติดต่อกันหลายวันจนเสียชีวิต ถือเป็นคดีแรกที่มีการเยียวยาตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 จังหวัดระยอง มีคำพิพากษาชั้นต้นจำคุกครูฝึกคนที่ 1 20 ปี ครูฝึกคนที่ 2 15 ปี และพลทหารรุ่นพี่ 11 คน คนละ 10 ปี

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

อีกคดีคือพลทหาร กิตติธร เวียงบรรพต ทหารกองประจำการรุ่นปี 2566 ถูกครูฝึกกระทำทรมานโดยให้นอนนอกเรือนนอนในชุดที่เปียกท่ามกลางอากาศหนาวเย็น จนล้มป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิต ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ มีคำพิพากษาจำคุกครูฝึก 2 คน คนละ 1 ปี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

คดีผู้เสียหายจากการถูกกระทำที่โหดร้าย

นอกจากคดีพลทหารแล้ว ยังมีคดีผู้เสียหายจากการถูกกระทำที่โหดร้าย เช่น เด็กนักเรียนถูกครูทำร้าย และกรณีอุ้มผู้เสียหาย “ชัยยา ปันยาว” ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับให้สูญหาย พี่ชายของชัยยาเล่าว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ตอนเที่ยงคืน น้องชายถูกผู้อ้างตนเป็นตำรวจเรียกเงิน 20,000 บาท หลังแวะจอดข้างทาง และถูกพาไปหลายที่ในทางเปลี่ยว มืดมาก ก่อนจะถูกบังคับให้เอาเงินไปวางเพื่อแลกกับการปล่อยตัว

“ผมขอต่อรองจาก 20,000 บาทเหลือ 7,000 บาท เพราะมีเงินติดตัวแค่ 5,000 บาท น้องมีอีก 1,000 บาท รวมเป็น 7,000 บาท แต่เขายังต้องการ” พี่ชายกล่าว พร้อมเสริมว่า ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นตำรวจด้วยซ้ำ เพราะตำรวจคงไม่ทำแบบนี้ สุดท้ายต้องเอาเงินไปวางและแจ้งความที่ สภ.ฮอด ซึ่งเป็นรอยต่อกับตำรวจอีกอำเภอ “มันเสียความรู้สึกทั้งพ่อ แม่ ญาติ ผมกับพ่อแม่และน้องต้องนอนกองรวมกันเป็นเดือนๆ เพราะกลัว”

กรมคุ้มครองสิทธิฯ เน้นทำงานเชิงรุก

นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า กรมฯ จะเน้นการทำงานเชิงรุก ไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องร้องเรียนเข้ามา หากทราบข่าวจะจัดคนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที “ทุกคดีจะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานให้มีการคุ้มครองพยาน ติดตามความคืบหน้าของคดี ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพ.ร.บ.ทรมานฯ และเยียวยา”

มาตรการเชิงรุกจะเริ่มตั้งแต่การป้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงมาตรการและบังคับใช้กฎหมายป้องกันการกระทำทรมานและสูญหายได้มากที่สุด

ปัญหาการตีความกฎหมายและรูปแบบการเยียวยา

นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายทรมานฯ มาแล้ว 3 ปี แต่ยังมีประเด็นปัญหาเรื่องการตีความว่า การกระทำใดเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.ทรมานฯ หรือไม่ ซึ่งต้องทำความเข้าใจเชิงลึกกับเจ้าหน้าที่สอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“การเยียวยาตามกฎหมายฉบับนี้ไม่จำเป็นต้องรอผลคดีสิ้นสุด เราจะพิจารณาจากพฤติการณ์เป็นสำคัญ และต้องแยกเรื่องผลคดีกับการเยียวยาออกจากกัน ซึ่งต้องเร่งสร้างความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วน” นายธีรยุทธ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือในรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การประสานเจ้าหน้าที่รัฐและให้ผู้กระทำความผิดขอโทษผู้เสียหายโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ การฟื้นฟูด้านจิตใจแก่ผู้เสียหายหรือครอบครัว การประสานหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อกำชับการปฏิบัติงาน เพราะการเยียวยาไม่ได้จบเพียงแค่การจ่ายเงินเท่านั้น

หลักการเยียวยาตามหลักสากล

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำทรมาน กระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือกระทำให้บุคคลสูญหาย จะมีการเยียวยาตามหลักการเชิงมนุษยชน เป็นการขอโทษจากรัฐที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อประชาชน โดยไม่ลดทอนและตัดสิทธิ์ การเยียวยาความเสียหายทางแพ่ง และเน้นกระบวนการที่รวดเร็วไม่ต้องรอผลทางคดี

ผู้เสียหายแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก: ประเภทที่ 1 ผู้เสียหายจากการถูกกระทำทรมาน ประเภทที่ 2 ผู้เสียหายจากการถูกกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประเภทที่ 3 ผู้เสียหายจากการถูกกระทำให้สูญหาย และประเภทที่ 4 เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสูญหาย เช่น สามี ภรรยา ผู้บุพการี

การช่วยเหลือในรูปแบบตัวเงินตามระเบียบคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทรมานฯ มีดังนี้: กรณีถูกกระทำทรมาน 500,000 บาท กรณีถูกกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม 100,000-250,000 บาท กรณีถูกกระทำให้สูญหาย 500,000 บาท และกรณีผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสูญหาย 100,000 บาท