ศึกสหรัฐฯ-อิสราเอลปะทะอิหร่านยืดเยื้อ 4 สัปดาห์ สหรัฐฯ เสริมกำลังพลเพิ่มนับพันในตะวันออกกลาง
ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านและพันธมิตรยังคงยืดเยื้อต่อเนื่องเกือบ 4 สัปดาห์ โดยไร้สัญญาณการยุติลงในเร็ววัน ล่าสุดสหรัฐฯ ได้เดินหน้าเสริมกำลังพลเพิ่มอีกหลายพันคนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นการประจำการกำลังพลขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิรัก
การเสริมกำลังพลสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง
ตามรายงานของสำนักข่าวอัลจาซีรา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ได้สั่งการให้เสริมกำลังพลเพิ่มเติมในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงหน่วยปฏิบัติการทางอากาศที่ 82 สังกัดกองทัพบกสหรัฐฯ จำนวนประมาณ 2,000 คน ที่ถูกส่งจากฐานทัพ Fort Bragg ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม กำลังพลเหล่านี้จะร่วมปฏิบัติการกับหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ อีก 2 หน่วย ได้แก่ หน่วยนาวิกโยธิน 31 จากเรือรบ USS Tripoli และหน่วยนาวิกโยธิน 11 จากเรือรบ USS Boxer ซึ่งกำลังเดินทางจากภูมิภาคแปซิฟิกไปยังตะวันออกกลาง
หน่วยนาวิกโยธินทั้งสองหน่วยมีกำลังพลรวม 4,500 คน และคาดว่าจะเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการภายใต้กองบัญชาการทหารกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ภายในเดือนเมษายน 2569 เมื่อรวมกับหน่วยปฏิบัติการทางอากาศที่ 82 แล้ว จะมีกำลังพลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 7,000 คนในตะวันออกกลาง กำลังพลส่วนนี้ถูกกำหนดให้เป็นกองกำลังตอบโต้เฉียบพลัน และจะเสริมการปฏิบัติการของกำลังพลที่ถูกส่งมาตั้งแต่เริ่มต้นความขัดแย้งพร้อมกับเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R Ford
เป้าหมายและปฏิบัติการทางทหาร
ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ Operation Epic Fury เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ ได้ทำลายเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 9,000 แห่ง รวมถึงพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับอดีตผู้นำสูงสุดอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ตั้งขีปนาวุธ ศูนย์ผลิตโดรน และสินทรัพย์กองทัพเรืออิหร่าน โดยเรือรบอิหร่านกว่า 140 ลำถูกทำลายหรือเสียหายจากการโจมตี
ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายในอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มชาติอาหรับพันธมิตร รวมถึงปิดกั้นการสัญจรทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก รายงานคาดการณ์ว่าการใช้กำลังเปิดการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของกำลังพลสหรัฐฯ ที่ถูกส่งมาเพิ่ม
แผนสันติภาพและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศขู่ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2569 ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานไฟฟ้าบนเกาะคลาร์ก หากอิหร่านไม่เปิดการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้สหรัฐฯ ยังไม่ได้โจมตีเป้าหมายดังกล่าว
ล่าสุดทรัมป์ประกาศเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ว่าได้เสนอแผนสันติภาพ 15 ข้อไปยังอิหร่านผ่านปากีสถาน และอ้างว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุความตกลงแล้วหลังการหารืออย่างจริงจัง แต่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านแถลงว่า ยังไม่มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ มีเพียงข้อเสนอเปิดการเจรจาผ่านประเทศที่เป็นมิตรเท่านั้น ซึ่งอิหร่านได้ตอบกลับไปอย่างเหมาะสม
ทรัมป์ยังขู่อีกเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ว่า "จะเปิดนรกภูมิให้ประจักษ์" หากอิหร่านไม่ตอบรับแผนสันติภาพของเขา ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านอับบาส อารักชี แถลงว่าอิหร่านไม่สนใจเจรจากับสหรัฐฯ และข้อมูลจากฝ่ายทหารอิหร่านระบุว่าจะโจมตีเรือในทะเลแดงหากสหรัฐฯ ยกพลขึ้นบก
การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญและความเสี่ยง
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเพื่อการศึกษาด้านยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (IISS) ในสหราชอาณาจักรประเมินว่าสหรัฐฯ ยังไม่มีแผนยกพลขึ้นบกอิหร่านในขณะนี้ แต่จุดประสงค์ของการเสริมกำลังพลคือเพื่อปฏิบัติการภารกิจเฉพาะด้าน เนื่องจากไม่มีการประจำการหน่วยยานยนต์หุ้มเกราะหรือหน่วยบัญชาการศึกภาคพื้นดิน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ อาจมีแผนการอย่างน้อย 3 แผนสำหรับฝ่ายทหารหลังเสริมกำลังพล ได้แก่:
- ทลายที่ตั้งนิวเคลียร์ในอิหร่านให้สิ้นซาก
- ปิดกั้นหรือยึดครองเกาะคลาร์ก
- ใช้กำลังเปิดการสัญจรของเรือสินค้านานาชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์ของอิหร่านมีความเสี่ยงสูง อาจนำไปสู่การตอบโต้ในวงกว้างและขยายความขัดแย้งในตะวันออกกลางให้ลุกลามมากขึ้น



