การประท้วง 'No Kings' ปะทุทั่วสหรัฐฯ อีกครั้ง คัดค้านนโยบายทรัมป์ทั้งเศรษฐกิจ-สงคราม
ประท้วง 'No Kings' ทั่วสหรัฐฯ คัดค้านนโยบายทรัมป์

การประท้วง 'No Kings' ปะทุทั่วสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง คัดค้านนโยบายทรัมป์

การประท้วงภายใต้ชื่อ 'No Kings' ได้ปะทุขึ้นอีกครั้งทั่วสหรัฐอเมริกาในวันที่ 29 มีนาคม 2569 โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากในหลายรัฐ ทั้งเมืองใหญ่ ชานเมือง และชุมชนขนาดเล็ก เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ครอบคลุมพื้นที่จากฝั่งตะวันออกถึงตะวันตกของประเทศ

กิจกรรมหลักในรัฐแคลิฟอร์เนียและมินนิโซตา

ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เช่น ซานฟรานซิสโกและลอสแอนเจลิส มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่รัฐมินนิโซตาถือเป็นศูนย์กลางหลักของการเคลื่อนไหว โดยในเมืองเซนต์พอลได้จัดกิจกรรมใหญ่ที่มีทั้งนักการเมืองและบุคคลสาธารณะเข้าร่วม เช่น เบอร์นี่ แซนเดอร์ส สมาชิกวุฒิสภาอาวุโสจากรัฐเวอร์มอนต์ และ อิลฮาน โอมาร์ นักการเมืองชาวอเมริกันเชื้อสายโซมาเลีย ซึ่งเป็นสตรีมุสลิมคนแรก ๆ ที่ได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นสตรีสวมฮิญาบคนแรกในประวัติศาสตร์สภาฯ

ทั้งสองได้กล่าวสุนทรพจน์วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล ทั้งในด้านการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองและสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน ขณะเดียวกัน นักดนตรีระดับตำนานอย่าง บรูซ สปริงส์ทีน ได้ขึ้นแสดงในงานดังกล่าว สร้างบรรยากาศของการรวมพลังทางสังคมผ่านทั้งเสียงเพลงและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การชุมนุมอย่างสงบและสัญลักษณ์ทางการเมือง

ในหลายพื้นที่ของประเทศ ผู้ชุมนุมได้รวมตัวกันอย่างสงบ มีทั้งการร้องเพลง เต้นรำ และถือป้ายข้อความ เช่น 'No War' และ 'No Kings' เพื่อสะท้อนความไม่พอใจต่อภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และผลกระทบจากสงคราม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • ที่นครนิวยอร์ก ผู้ประท้วงได้เดินขบวนผ่านแมนฮัตตัน พร้อมตะโกนข้อความต่อต้านนโยบายด้านผู้อพยพและสงคราม
  • ในชิคาโกและพอร์ตแลนด์ก็มีผู้คนจำนวนมากเข้าร่วม โดยบางส่วนแต่งกายด้วยชุดแฟนซีหรือใช้สัญลักษณ์ทางการเมืองเพื่อสื่อสารข้อความ

การเผชิญหน้าและการขยายตัวของกระแส

แม้ว่าการชุมนุมส่วนใหญ่จะเป็นไปอย่างสงบ แต่ในบางพื้นที่ เช่น เวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา มีการเผชิญหน้าทางวาจาระหว่างผู้สนับสนุนทรัมป์และผู้ประท้วง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ การประท้วงครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในรัฐที่มีแนวโน้มสนับสนุนพรรคเดโมแครตเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน เช่น เท็กซัส ฟลอริดา และโอไฮโอ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมจำนวนมาก นอกจากนี้ ชุมชนขนาดเล็กและพื้นที่ชนบทก็เริ่มเข้าร่วมการเคลื่อนไหวมากขึ้น เช่น ในรัฐแอลาสกาและมอนแทนา แสดงให้เห็นว่ากระแส 'No Kings' ได้ขยายตัวไปในวงกว้างมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

การประท้วงในระดับนานาชาติและการตอบโต้จากรัฐบาล

ในระดับนานาชาติ การประท้วงยังเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรป เช่น สเปน ฝรั่งเศส และเยอรมนี โดยผู้เข้าร่วมแสดงความกังวลต่อบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลกและผลกระทบจากนโยบายต่างประเทศ

ด้านตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตอบโต้การชุมนุมดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเพียงกิจกรรมที่ไม่ได้สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ ต่อการประท้วงขณะนี้ แต่ในอดีตทรัมป์เคยกล่าวว่าการประท้วงลักษณะนี้ 'ไม่มีประสิทธิภาพ'

จุดยืนของผู้จัดงานและความสำคัญของการเคลื่อนไหว

ฝ่ายผู้จัดงานยืนยันว่าการเคลื่อนไหว 'No Kings' เป็นการแสดงออกของพลังประชาชนที่ต้องการปกป้องประชาธิปไตย และเรียกร้องความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการบริหารประเทศที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

การประท้วงครั้งนี้นับเป็นรอบที่ 3 หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีผู้เข้าร่วมหลายล้านคนในกิจกรรมลักษณะเดียวกัน โดยแม้บริบททางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ประเด็นหลัก เช่น ความกังวลเรื่องอำนาจรัฐ การใช้กำลัง และปัญหาเศรษฐกิจ ยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญของการเคลื่อนไหว สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองที่ยังคงเพิ่มขึ้นในสังคมอเมริกันในปัจจุบัน