ยาเสพติดระบาดหนัก! หลานเมายาบ้าทำร้ายยายเลือดอาบ สะท้อนวิกฤตชายแดนทะลัก
ยาเสพติดระบาดหนัก หลานเมายาทำร้ายยาย สะท้อนวิกฤตชายแดน

ยาเสพติดระบาดหนัก! หลานเมายาบ้าทำร้ายยายเลือดอาบ สะท้อนวิกฤตชายแดนทะลัก

กรณีหนุ่มทาสยา ข่มขู่มารดาขอเงินไปซื้อยาบ้า และยายต้องทำเหล็กดัดขังตัวเองไว้กันหลานเมายาเสพติดมาทำร้าย จนถูกหลานเอาค้อนตีหัวเลือดอาบ อาจเป็นเพียงพาดหัวข่าวเล็ก ๆ แต่กลับสะท้อนภาพปัญหาใหญ่ที่ยังคงคุกรุ่น นั่นคือ วิกฤตยาเสพติดโดยเฉพาะ "ยาบ้า" ที่ไม่ได้ลดลงเลย ในทางตรงกันข้าม ผลการจับกุมที่เพิ่มขึ้นกลับชี้ให้เห็นว่ายาเสพติดยังคงทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากแนวชายแดนไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน และกระจายเข้าสู่ตัวเมืองชั้นในอย่างน่าห่วงใย

สถิติจับกุมน่าตกใจ ยาบ้าเกือบ 700 ล้านเม็ด ไอซ์กว่า 22 ตัน

ข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ระบุผลปฏิบัติการจับกุมคดีเกี่ยวกับยาเสพติดระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 25 มีนาคม 2569 ได้จำนวน 650 คดี พร้อมของกลางยาเสพติดที่น่าตกใจ ได้แก่ ยาบ้า 184,112,615 เม็ด, ไอซ์ 6,669.70 กิโลกรัม, คีตามีน 659.38 กิโลกรัม, เฮโรอีน 313.21 กิโลกรัม, ยาอี 106,390 เม็ด และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดรวมมูลค่ากว่า 1,707 ล้านบาท

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีรายงานผลการปฏิบัติในระยะเวลาเดียวกัน โดยระบุสามารถจับกุมข้อหาร้ายแรง จำนวน 3,656 ราย ของกลาง ได้แก่ ยาบ้า 74 ล้านเม็ด, ยาไอซ์ 4.2 ตัน, เฮโรอีน 33.67 กิโลกรัม, โคเคน 12.67 กิโลกรัม, เคตามีน 1 ตัน, ยาอี 1,820 เม็ด นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีข้อหาสมคบกัน จำนวน 191 คดี ยึดอายัดทรัพย์สินมูลค่า 389 ล้านบาท จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติด จำนวน 119 หมาย และดำเนินคดีข้อหาฟอกเงิน จำนวน 24 คดี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ภาพรวมปราบปรามทั่วประเทศ ยึดทรัพย์ 5,851 ล้านบาท

โดยภาพรวมของมาตรการปราบปรามยาเสพติดในทุกมิติ ส่งผลให้สามารถจับกุมคดีเกี่ยวกับยาเสพติดได้จำนวน 145,541 คดี และตรวจยึดของกลาง เช่น ยาบ้า 693,452,982 เม็ด, ไอซ์ 22,802.39 กิโลกรัม, เฮโรอีน 596.92 กิโลกรัม, คีตามีน 3,819.07 กิโลกรัม, ยาอี 268,105 เม็ด และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดรวมมูลค่ากว่า 5,851 ล้านบาท

ส่วนรายงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการเพื่อการควบคุมยาเสพติด (CCDAC) ของเมียนมา หลังรับแจ้งให้เข้าตรวจสอบรถยนต์ 3 คัน ที่ถูกจอดทิ้งไว้ในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก เมียนมา ผลการตรวจสอบพบ ยาบ้า จำนวน 17,800,000 เม็ด บรรจุภายในกระสอบ 89 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ เนื่องจากมีผู้แจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มนักค้ายาเสพติดชาวเมียนมาได้สั่งการให้บุคคลในเครือข่ายเตรียมลักลอบลำเลียงยาบ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาเก็บพักในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้รถยนต์ 3 คัน เป็นพาหนะ

เส้นทางลักลอบลำเลียงยังคงเดิม ชายแดนไทย-ลาว-เมียนมาเป็นจุดเสี่ยง

หากสำรวจเส้นทางลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่เขตชั้นในกรุงเทพมหานคร จากข้อมูลทางการข่าวของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน ดีเอสไอ และหน่วยงานเกี่ยวข้องพบว่า ในพื้นที่เหนือและภาคอีสาน ยังคงเป็นเส้นทางหลักและถูกใช้เป็นจุดพักคอย โดยผู้ค้ายาเสพติดจะส่งข้ามแม่น้ำโขง เพื่อมาพักไว้ที่บ้านเช่า ซึ่งเป็นสถานที่เก็บพักยาเสพติดระหว่างรอเครือข่ายขบวนการลักลอบลำเลียง

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถยึดยาบ้าจำนวนประมาณ 3,960,000 เม็ด และยึดรถยนต์ที่ใช้ในขบวนการรวม 3 คัน โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำหน้าที่ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนริมแม่น้ำโขง เพื่อส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ โดยได้รับค่าจ้างขนคนละ 30,000 บาทต่อเที่ยว

สำหรับเส้นทางการลักลอบนำเข้ายาเสพติดยังไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม ยาบ้าจะเข้าทางชายแดนไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ขณะที่ด้านชายแดนไทย-เมียนมา ยังคงมีการลักลอบนำเข้าไอซ์เข้ามา โดยชายแดนไทย-เมียนมาด้านอำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงดาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ยังต้องคุมเข้มเพิ่มขึ้น

พื้นที่ลักลอบสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง

ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ลักลอบที่สำคัญ 6 จังหวัด ประกอบด้วยด้านอำเภอปากชม จังหวัดเลย จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย, อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ และอำเภอท่าอุเทน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม, อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร, อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ, อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี

และพื้นที่ภาคกลางชายแดนด้านอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงระบุว่า ขบวนการค้ายาเสพติดจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 และทางหลวงหมายเลข 11 เพื่อเข้าสู่แหล่งพักคอยหรือบ้านเช่าในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดปทุมธานีและจังหวัดสมุทรสาคร

ขณะที่การลำเลียงยาเสพติดจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะด้านจังหวัดเลย ยังคงใช้ทางหลวงหมายเลข 21 เข้าสู่พื้นที่ชั้นใน ส่วนชายแดนด้านจังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร จะใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมา เข้าสู่พื้นที่จังหวัดสระบุรี มักจะถูกใช้ในการส่งยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ชั้นในหรือส่งออกไปยังภาคใต้

มาตรการปราบปรามเข้มข้น แต่ปัญหายังไม่จบสิ้น

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการระดมกวาดล้างจับกุมขบวนการลักลอบค้ายาเสพติด เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งเข้าสู่ตัวเมืองชั้นในและกระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ แม้ว่าน้ำมันจะแพง แต่การลักลอบขนยาเสพติดของกลุ่มพ่อค้ายารายใหญ่และรายย่อยก็ยังไม่หยุด ส่งผลให้มีครอบครัวจำนวนมากที่ต้องตกเป็น "เหยื่อ" ของทาสยา และปัญหายาเสพติดซ้ำซากยังคงท้าทายการแก้ไขของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง