ตำรวจหนองคายจับหนุ่มลาวฆ่าหั่นศพแฟนสาวชาวลาว ยอมรับเป็นฆาตกรตัวจริงหลังสอบสวน
จับหนุ่มลาวฆ่าหั่นศพแฟนสาว ยอมรับเป็นฆาตกรตัวจริง

ตำรวจหนองคายจับหนุ่มลาวฆ่าหั่นศพแฟนสาวชาวลาว ยอมรับเป็นฆาตกรตัวจริงหลังสอบสวน

ในช่วงเย็นของวันที่ 22 มีนาคม 2569 ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองด่านหนองคายได้สกัดจับตัว "ต้อม" ชายหนุ่มชาวลาววัย 24 ปี ขณะยื่นเอกสารขอเดินทางข้ามกลับประเทศลาว หลังเกิดเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญ โดยตำรวจนำตัวไปสอบสวนมูลเหตุที่ลงมือฆ่า "แอม" แฟนสาวชาวลาววัย 20 ปี ซึ่งในที่สุดผู้ต้องหาได้ยอมรับสารภาพว่าเป็นฆาตกรตัวจริงในวันที่ 25 มีนาคม

เบื้องหลังคดีร้ายแรงในย่านชานเมือง

ทั้งคู่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2566 โดยต้อมทำงานเป็นกุ๊กในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านแจ้งวัฒนะ ส่วนแอมเป็นสาวเสิร์ฟในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ในวันเกิดเหตุ ต้อมได้ชวนแฟนสาวให้กลับมาอยู่ด้วยกัน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ นำไปสู่เหตุอุกฉกรรจ์ในย่านชานเมือง

ตำรวจสนามบินทุ่งสองห้องได้ไล่ภาพกล้องวงจรปิดหลังญาติของแอมแจ้งความว่าหายตัวไป พบว่าในวันที่ 22 มีนาคม เวลาประมาณ 07.30 น. ทั้งคู่เข้าไปในห้องพักภายในซอยแจ้งวัฒนะ 14 ต่อมาเวลา 18.30 น. แอมโทรศัพท์หาพี่ชายเพื่อขอความช่วยเหลือ จากนั้นภาพกล้องแสดงให้เห็นเพียงต้อมเดินเข้า-ออกห้องพักเพียงคนเดียว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ช่วงเวลาพิรุธเริ่มขึ้นตั้งแต่ 22.00 น. ของวันเดียวกัน มีการถือถุงดำเข้าไปในห้องและเดินเข้า-ออกจนถึงเที่ยงคืน ก่อนที่เวลา 04.00 น. ต้อมออกจากห้องพร้อมกระเป๋าเป้สะพายหลัง ในวันที่ 23 มีนาคม เวลา 19.30 น. พี่ชายของแอมมาหาน้องสาวแต่ไม่พบ โดยแฟนของน้องอ้างว่า "หนีไปแล้ว" ทำให้เกิดความสงสัยและแจ้งความกับตำรวจในช่วง 20.00 น.

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การตรวจสอบและพบหลักฐานสำคัญ

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบห้องพัก ไม่พบผู้ใด แต่ภายในห้องมีกลิ่นคาวเลือดคลุ้งและพบคราบเลือดเปรอะเปื้อนบนพื้น ทำให้เชื่อว่าเกิดเหตุร้ายขึ้น นายแพทย์วรวีร์ ไวยวุฒิ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่าในวันที่ 24 มีนาคม พนักงานสอบสวนสภ.ปากเกร็ดได้ประสานแพทย์นิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบที่เกิดเหตุ หลังมีผู้แจ้งว่าพบชิ้นส่วนศีรษะของหญิงสาวห่อด้วยผ้าขนหนูในถุงขยะสีดำ

ชิ้นส่วนที่พบมีจำนวน 6 ถุงจากทั้งหมด 8 ถุง ภายในประกอบด้วยชิ้นส่วนลำตัว แขนซ้าย และขาที่ถูกหั่นเป็นชิ้น ถูกโยนทิ้งในคลอง 2 ถุง และซุกในพงหญ้าอีก 3 ถุง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของหญิงสาวรายเดียวกัน รวมถึงแขน ต้นขา ลำตัว ศีรษะ แต่ยังไม่พบส่วนของกระดูกซี่โครงและอวัยวะภายในช่องท้อง

กระบวนการนิติวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์

นายแพทย์วรวีร์อธิบายว่า การพิสูจน์ชิ้นส่วนต้องตรวจดีเอ็นเอเพื่อยืนยันว่าเป็นของบุคคลเดียวกันหรือไม่ รวมทั้งตรวจร่องรอยการบาดเจ็บและสารพิษต่างๆ เพื่อสนับสนุนการสอบสวน เบื้องต้นพบลักษณะการชำแหละโดยใช้อาวุธมีคมประเภทมีด ซึ่งเชื่อว่าใช้มีดเล่มเดียวหั่นชิ้นส่วนตามร่างกายทั้งหมด

สำหรับระยะเวลาการเสียชีวิตและการหั่นศพ ต้องใช้เวลาในการตรวจเนื้อเยื่อเพื่อระบุว่าผู้ตายได้รับบาดเจ็บก่อนหรือหลังการชำแหละ รวมทั้งดูการตกตะกอนของเลือดในอวัยวะต่างๆ อย่างไรก็ตาม จากลักษณะการหั่นศพที่พบ ไม่ได้แสดงถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เนื่องจากบุคคลทั่วไปสามารถทำได้ โดยเฉพาะการหั่นบริเวณข้อต่อที่ใช้มีดเพียงครั้งสองครั้งก็สำเร็จ

นายแพทย์วรวีร์เสริมว่า ผู้ต้องหาเคยทำงานเป็นพ่อครัว จึงมีความชำนาญในการใช้มีด และคดีลักษณะนี้มักพบผู้ก่อเหตุลงมือเพียงลำพังได้ โดยธรรมชาติแล้ว การฆ่าหั่นศพมักกระทำหลังเหยื่อเสียชีวิตแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการสูบฉีดโลหิตที่ทำให้ทำความสะอาดยาก ในคดีนี้ยังไม่พบบาดแผลอื่นที่ชี้ให้เห็นว่ามีอาวุธหรือบุคคลร่วมก่อเหตุมากกว่าหนึ่งคน ดังนั้นโอกาสที่เหยื่อตายก่อนแล้วจึงถูกหั่นมีความเป็นไปได้สูงมาก