เสือดุสิต จากพระเอกในคราบนักเลงสู่ผู้ต้องหารุมทำร้ายชายวัย 55 จนโคม่า
กรณีรุมทำร้ายชายวัย 55 ปีจนอาการโคม่าและบาดเจ็บสาหัสที่จังหวัดนนทบุรี กำลังเป็นข่าวสะเทือนขวัญ โดยผู้ต้องหาเป็นนายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือที่รู้จักในชื่อ เสือดุสิต อดีตบุคคลที่มีฉายา พระเอกในคราบนักเลง พร้อมพวกอีก 2 คน ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายจับแล้ว
เหตุการณ์รุมทำร้ายที่ย่านสนามบินน้ำ
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. ของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริเวณหน้าห้องน้ำภายในร้านอาหารชื่อดังย่านสนามบินน้ำ ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยนายธนพล เวคะวากยานนท์ อายุ 55 ปี ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 12 ซี่ ปอดทะลุ และอาการโคม่า ซึ่งกล้องวงจรปิดได้บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้อย่างชัดเจน
ต่อมา น.ส.เปมิกา ลูกสาวของผู้บาดเจ็บ พร้อมนายไวยอัครา ปิ่นทอง ทนายความ ได้เดินทางไปขอความช่วยเหลือจากปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือดร.แก้ว ผู้ก่อตั้งเพจ ดร.แก้วช่วยได้ ก่อนจะเข้าแจ้งความต่อรองสว.พีรวิชญ์ ศรีสำราญ ที่สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อดำเนินคดีกับเสือดุสิตและพวก โดยผู้ต้องหาอ้างเหตุจูงใจว่าจับก้นแฟน แต่ยังต้องรอการสอบสวนเพิ่มเติม
เส้นทางชีวิตของเสือดุสิต จากนักเลงสู่อินฟลูเอนเซอร์
เสือดุสิตเป็นที่พูดถึงอย่างมากจากเหตุการณ์ บุกปล้นบ่อนพนัน ในย่านสะพานใหม่เมื่อปี 2562 ซึ่งเขาออกมายอมรับภายหลังว่าทำไปเพราะถูกโกงพนันและต้องการเอาเงินคืน ไม่ได้มีเจตนาปล้นแบบโจรทั่วไป จนได้ฉายาพระเอกในคราบนักเลง หลังจากนั้น เขาได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ โดยเน้นกิจกรรมการกุศล เช่น การทำบุญ แจกของ และช่วยเหลือคนยากจน จนมีผู้ติดตามจำนวนมากในโซเชียลมีเดีย
ก่อนหน้านี้ เสือดุสิตเคยมีชื่อเสียงจากการชกในรายการ Fight Club Thailand ซึ่งแสดงให้เห็นทักษะการต่อสู้ที่ดุดัน และยังเคยมีข้อพิพาทกับคนดังอย่างเสี่ยโป้หรือนายอภิรักษ์ ชัชอานนท์ รวมถึงเสี่ยบุ๊ค น้องชายเสี่ยโป้ ผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนจะจบด้วยการชกมวยเพื่อยุติปัญหา
การดำเนินคดีและผลกระทบ
ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.รัตนาธิเบศร์กำลังเร่งสอบสวนและเตรียมออกหมายจับเสือดุสิตและพวกในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส โดยผกก.รัตนาธิเบศร์ยืนยันว่าไม่รู้จักผู้ต้องหาและจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงในสังคมและบทบาทของบุคคลที่มีพื้นหลังทางอาชญากรรมที่พยายามปรับตัว แต่ยังคงมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่สร้างไว้
ครอบครัวของผู้บาดเจ็บเรียกร้องความยุติธรรมและหวังว่ากระบวนการทางกฎหมายจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกันอีกในอนาคต ขณะที่สังคมยังคงจับตาดูพัฒนาการของคดีนี้อย่างใกล้ชิด



