จีนเร่งสร้างมหาเศรษฐี AI พันล้านดอลลาร์ หนุนลดพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ
แผนที่อำนาจของโลกเทคโนโลยีกำลังถูกเขียนใหม่ โดยจีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงโดยตรงกับสหรัฐอเมริกา ผ่านการสร้างมหาเศรษฐี AI รุ่นใหม่ที่มีมูลค่าทรัพย์สินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเติบโตขึ้นพร้อมกับภารกิจระดับชาติในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ
มหาเศรษฐี AI รุ่นใหม่ของจีน: จากนักวิจัยสู่ผู้ประกอบการพันล้าน
ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา จีนกำลังสร้างชนชั้นนำเทคโนโลยีแบบใหม่ ที่แตกต่างจากยุคซีอีโอสไตล์ร็อกสตาร์อย่างแจ๊ค หม่า มหาเศรษฐี AI รุ่นใหม่เหล่านี้มักเป็นอดีตเด็กอัจฉริยะที่เรียกตัวเองว่าเป็นเพียงนักวิจัยธรรมดา พวกเขาเลือกที่จะรักษาโปรไฟล์ต่ำ ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ และไม่มีภาพถ่ายปรากฏสู่สาธารณะ ความเงียบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันภัยคุกคามทั้งจากสหรัฐฯ ที่อาจขึ้นบัญชีคว่ำบาตร และจากรัฐบาลจีนเองที่เริ่มไม่สบายใจกับการอวดความมั่งคั่งอย่างเปิดเผย
ตัวอย่างมหาเศรษฐี AI ที่กำลังสร้างความมั่งคั่ง
- หยาน จวิ้นเจี๋ย วัย 36 ปี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ MiniMax Group Inc. บริษัทพัฒนาโมเดล AI แบบมัลติโมเดลที่ระดมทุนได้กว่า 618 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเข้าจดทะเบียนในฮ่องกง ทำให้เขามีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐี AI ที่อายุน้อยที่สุดของจีน
- เหลียง เหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek โมเดล AI ที่สร้างความตระหนกไปทั่วโลกด้วยการเปิดตัวโมเดลต้นทุนต่ำ R1 เป็นคู่แข่งของ ChatGPT ความสำเร็จนี้ดันให้เขามีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 11,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- จาง เจี้ยนจง อดีตผู้บริหารจาก Nvidia ที่ก่อตั้ง Moore Threads Technology Co. บริษัทที่สร้าง Nvidia เวอร์ชันจีน ด้วยมูลค่าถึง 45,000 ล้านดอลลาร์ แม้ถูกขึ้นบัญชีดำทางการค้าของสหรัฐฯ เขาพาบริษัท IPO ระดมทุนได้ 1,100 ล้านดอลลาร์ในเซี่ยงไฮ้ และมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การระดมทุน IPO และการเติบโตของตลาด AI จีน
ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา บริษัท AI ของจีนที่เข้าตลาดหุ้นในฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ระดมทุนได้รวมแล้วกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้บริษัทส่วนใหญ่ยังขาดทุน แต่ราคาหุ้นกลับพุ่งขึ้นระหว่าง 95% ถึงมากกว่า 400% สะท้อนแรงเดิมพันของนักลงทุนที่มองศักยภาพมากกว่ากำไรระยะสั้น
ตามการประเมินของ Morgan Stanley ตลาด AI ของจีนอาจขยายตัวแตะ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 จากมูลค่าเพียง 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ซึ่งแสดงว่านักลงทุนยอมรับความเสี่ยงเพื่อโอกาสในระยะยาว
การสนับสนุนจากรัฐบาลและยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาสหรัฐฯ
สิ่งที่ทำให้คลื่นมหาเศรษฐี AI จีนแตกต่างจากยุคก่อน คือ พวกเขาเติบโตมาพร้อมกับนโยบายรัฐที่ชัดเจนมากขึ้น จีนเร่งอัดฉีดเงินทุน สนับสนุนทางภาษี และผลักดันนโยบายซื้อและใช้ของในประเทศเพื่อสร้างห่วงโซ่เทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่โมเดล AI ไปจนถึงชิปประมวลผล ซึ่งทั้งหมดเป็นไปเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Baidu ยังประกาศแผนแยกธุรกิจชิป Kunlunxin ออกมาจดทะเบียนในฮ่องกง สะท้อนว่าการแข่งขันไม่ได้จำกัดแค่สตาร์ตอัป แต่ขยายสู่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ บริษัท AI จีนหลายแห่งกำลังรุกตลาดประเทศกำลังพัฒนาด้วยจุดขายด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าตะวันตก ซึ่งผู้บริหารของ Microsoft เคยยอมรับว่ากำลังได้ความนิยมเพิ่มขึ้น
มหาเศรษฐี AI หน้าใหม่ของจีนไม่ได้บอกแค่เรื่องของมูลค่าเงินในภาคเทคโนโลยีที่สูงขึ้น แต่เป็นภาพสะท้อนของจีนที่กำลังเร่งสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีของตนเองที่สหรัฐฯ พยายามจะขัดขวาง และมหาเศรษฐีเหล่านี้ คือ ผลผลิตโดยตรงของยุคที่เอกราชทางเทคโนโลยีเข้มข้นขึ้นทุกวัน



