ห่วงสินเชื่อหดตัวกระทบ SME เข้าถึงทุนยาก ลุ้น GDP ปี 69 โตแตะ 3%
สินเชื่อหดกระทบ SME เข้าถึงทุนยาก ลุ้น GDP โต 3%

สินเชื่อหดตัวกระทบ SME เข้าถึงทุนยาก ลุ้น GDP ปี 69 โตแตะ 3%

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาแสดงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์สินเชื่อหดตัวในระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยหวังว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะสามารถเติบโตแตะระดับ 3% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สินเชื่อหดตัวต่อเนื่องกระทบ SME เข้าถึงทุน

จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 4 ปี 2568 หดตัวลง -1.1% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 ขณะที่สินเชื่อสำหรับธุรกิจ SME หดตัวต่อเนื่องยาวนานถึง 14 ไตรมาส นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สภาอุตสาหกรรมฯ ได้นำเสนอและหารือกับทุกพรรคการเมือง เพื่อให้เร่งดูแลผู้ประกอบการ SME ที่กำลังเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่ออย่างหนักหน่วง

แม้ว่ารัฐบาลรักษาการจะเริ่มดำเนินมาตรการช่วยเหลือบางส่วนแล้ว ผ่านกลไกธนาคารของรัฐที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงการจัดสรรวงเงินจากธนาคารออมสิน 100,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับ SME ผ่านธนาคารพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาความกังวลได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัญหายังไม่หมดไป สภาอุตสาหกรรมฯ จึงจะติดตามและผลักดันมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ลุ้น GDP ปี 2569 โตแตะ 3% กับความท้าทายที่ต้องเผชิญ

สำหรับเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2569 ที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 3% ภาคเอกชนมองว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่มีความเป็นไปได้ หากรัฐบาลมีเสถียรภาพทางการเมือง เดินหน้านโยบายต่อเนื่อง รับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด และแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โดยคาดว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จภายในกลางเดือนมิถุนายนนี้ และไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการเร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ถูกมองว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ที่ขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม หากรัฐบาลใหม่สามารถเดินหน้าโครงการในลักษณะต่อเนื่อง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น

ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมขยับขึ้นเล็กน้อยในเดือนมกราคม

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังได้เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 88.7 เพิ่มขึ้นจาก 88.2 ในเดือนธันวาคม 2568 สะท้อนการฟื้นตัวเล็กน้อยจากการกลับมาผลิตตามปกติหลังช่วงหยุดยาวปีใหม่ และการเร่งผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์

ปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในช่วงปีใหม่และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น การเปิดเส้นทางบินตรงและกิจกรรมในหลายพื้นที่ ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ภูมิภาค รวมถึงการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่หนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ กิจกรรมก่อนการเลือกตั้งยังช่วยเพิ่มการใช้จ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชามีแนวโน้มคลี่คลายหลังข้อตกลงหยุดยิง ส่งผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่กลับมาดำเนินได้ตามปกติ

ปัจจัยกดดันและความกังวลที่ต้องจับตา

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยกดดันที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

  • การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐต่ำกว่าเป้าหมาย โดยตั้งแต่ต้นปีงบประมาณถึง 23 มกราคม 2569 เบิกจ่ายได้เพียง 21% ต่ำกว่าเป้าหมายสิ้นเดือนที่ 26% ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้า
  • การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ทำให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้น
  • ความล่าช้าในการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์ว่างงานที่กระทบผู้ว่างงานกว่า 208,404 ราย
  • สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ยังอยู่ในระดับสูงจากการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกระทบทั้งการท่องเที่ยวและสุขภาพประชาชน
  • การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐที่ทำให้กำลังซื้อในประเทศชะลอ
  • เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องที่กดดันความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าที่มีกำไรต่ำ

ผลสำรวจผู้ประกอบการ 1,300 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าความกังวลลดลงในประเด็นเศรษฐกิจในประเทศ (60.2%) นโยบายรัฐ (39.2%) ราคาพลังงาน (27.1%) การเข้าถึงสินเชื่อ (24.3%) และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (16.5%) ขณะที่ความกังวลเพิ่มขึ้นในเรื่องเศรษฐกิจโลก (58.2%) และอัตราแลกเปลี่ยน (52.4%)

ข้อเสนอแนะจากภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอข้อแนะนำต่อภาครัฐเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจและผู้ประกอบการ ดังนี้

  1. เสนอให้ขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ถึงสิ้นปี 2569 เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ
  2. เพิ่มความเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายแก้ปัญหา PM2.5 โดยเฉพาะการเผาในที่โล่ง พร้อมเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านแก้มลพิษข้ามพรมแดน
  3. เร่งจัดสรรงบประมาณส่งเสริมความรู้ด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 95.9 เพิ่มจาก 95.7 ในเดือนก่อนหน้า ได้แรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่คาดว่าจะกระตุ้นการบริโภค โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และของฝาก รวมถึงความคาดหวังต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเร่งนโยบายเศรษฐกิจและการเบิกจ่ายงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่อาจกระทบการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน