GULF ควบรวม INTUCH กำไรปี 68 พุ่ง 304.8% สูงถึง 8.65 หมื่นล้านบาท
GULF กำไรปี 68 พุ่ง 304.8% จากควบรวม INTUCH

GULF ควบรวม INTUCH กำไรปี 68 พุ่ง 304.8% สูงถึง 8.65 หมื่นล้านบาท

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น GULF ประกาศผลประกอบการประจำปี 2568 ด้วยกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ที่พุ่งสูงถึง 86,562 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 304.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จที่โดดเด่นในตลาดหุ้นไทย

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนกำไร

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรทะยานขึ้นอย่างมากคือการจดทะเบียนควบรวมบริษัทระหว่าง GULFI และ INTUCH เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ส่งผลให้มีการบันทึกกำไรจากการรวมธุรกิจนี้เพียงรายการเดียวสูงถึง 56,120 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับอานิสงส์จากการลงทุนในธุรกิจการเงิน โดยเริ่มรับรู้รายได้เงินปันผลจากการถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นจำนวนเงิน 1,192 ล้านบาทในปีเดียวกัน

รายละเอียดผลประกอบการเพิ่มเติม

นอกจากกำไรจากการควบรวมแล้ว GULF ยังมีบันทึกกำไรจากการซื้อธุรกิจ ซึ่งเกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม จำนวน 519 ล้านบาท รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่กระทบบริษัทใหญ่และขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากตราสารอนุพันธ์ สุทธิเป็นผลกำไร 1,147 ล้านบาท

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

หากพิจารณากำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 28,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4% โดยการเติบโตหลักมาจากเงินปันผลจาก KBANK การรับรู้ผลกำไรเต็มปีจากโรงไฟฟ้า GPD หน่วยที่ 3-4 และกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานในประเทศที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายปี 2567 และปลายปี 2568 รวมถึงกำไรจากการนำเข้า LNG และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก ADVANC, HKP และ Jackson

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลประกอบการไตรมาส 4/2568

สำหรับไตรมาส 4/2568 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เท่ากับ 8,852 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89.5% จากปีก่อน และ 21.7% จากไตรมาสก่อน โดยเพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่า core profit เนื่องจากมีบันทึกกำไรจากการซื้อธุรกิจ 519 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่กระทบบริษัทใหญ่และขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากตราสารอนุพันธ์ สุทธิเป็นผลกำไร 444 ล้านบาท สำหรับกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) ในไตรมาส 4/2568 เท่ากับ 7,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.7% จากปีก่อน โดยหลักมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ ประกอบกับรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก ADVANC, GJP, HKP และ Jackson