บางจากทุ่ม 270 ล้านดอลลาร์ฯ ซื้อ Chevron ฮ่องกง ตั้งเป้าขายน้ำมันลิตรละ 120 บาท คืนทุน 6-7 ปี
บางจากซื้อ Chevron ฮ่องกง หวังขายน้ำมันลิตรละ 120 บาท

บางจากทุ่มเงิน 270 ล้านดอลลาร์ฯ เข้าซื้อ Chevron ฮ่องกง ตั้งเป้าขายน้ำมันลิตรละ 120 บาท คาดคืนทุนใน 6-7 ปี

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ได้ประกาศขยับขยายธุรกิจพลังงานข้ามชาติอย่างเป็นทางการ ด้วยการลงทุนกว่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อหุ้น 100% ในกิจการ Chevron Hong Kong Limited (CHK) ซึ่งเป็นเจ้าของเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน Caltex และคลังน้ำมันเชื้อเพลิงในฮ่องกง โดยผู้บริหารมองว่าดีลนี้เป็นโอกาสทองในการเปิดประตูสู่ตลาดที่มีราคาน้ำมันสูงกว่าประเทศไทยถึง 3-4 เท่า

เหตุผลหลักในการซื้อ Chevron ฮ่องกง: ราคาน้ำมันลิตรละ 120 บาท และตลาดเสรี

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP เปิดเผยว่า ตลาดฮ่องกงมีความน่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากราคาน้ำมันค้าปลีกสูงถึงลิตรละ 120 บาท ขณะที่ต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ระดับ 17-18 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับตลาดโลก สิ่งที่ทำให้ฮ่องกงพิเศษคือ การเป็นตลาดเสรีที่แท้จริง โดยรัฐบาลฮ่องกงไม่แทรกแซงราคาและปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน ทำให้ส่วนต่างราคาน่าสนใจสำหรับผู้ผลิต

นอกจากนี้ ฮ่องกงยังถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญด้านโลจิสติกส์ ทั้งท่าอากาศยานและท่าเรือ ซึ่งบางจากจะได้ครอบครองคลังน้ำมันขนาดใหญ่ เสริมความแข็งแกร่งด้านธุรกิจ Trading ให้กับกลุ่มบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริหารยังชี้ให้เห็นถึงจิ๊กซอว์ที่ซ่อนอยู่ในดีลนี้ นั่นคือตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทร เพราะ Chevron Hong Kong มีฐานลูกค้ากลุ่มนี้ที่แข็งแกร่งมาก โดยปีที่ผ่านมามียอดขายน้ำมันกลุ่มนี้สูงถึง 1,000 ล้านลิตร

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ยุทธศาสตร์ฮ่องกง: รีแบรนด์และคาดคืนทุนภายใน 6-7 ปี

ชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า ในช่วงแรกสถานีบริการน้ำมันจะยังคงเปิดให้บริการภายใต้รูปลักษณ์ของ Caltex เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ แต่จะเริ่มสร้างการรับรู้ใหม่ผ่านข้อความ "Licensed by Bangchak" ที่จะปรากฏคู่กัน ภายใต้กรอบเวลาการพิจารณาเรื่องแบรนด์ที่มีระยะเวลา 5 ปี บริษัทได้วางแผนทดสอบตลาดเชิงรุกในระยะ 2 ปีแรก ด้วยการนำร่องเปลี่ยนโฉมสถานีบริการน้ำมันจำนวน 2 แห่ง ให้เป็นแบรนด์บางจากอย่างเต็มรูปแบบ

ธุรกรรมการเข้าซื้อกิจการคาดว่าจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในกลางปี 2569 พร้อมกับการเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจต่อไป ผู้บริหารมองว่าดีลนี้ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เสมือนว่าบางจากได้ลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของการซื้อขายน้ำมันโลก ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

พร้อมกันนี้ บริษัทยังมั่นใจถึงความคุ้มค่าของการลงทุนครั้งนี้ โดยเมื่อคำนวณจากศักยภาพตลาดและกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับ มองว่าดีลนี้จะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาเพียง 6-7 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและน่าพอใจอย่างมาก

เป้าหมายผลประกอบการปี 2569: เติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ

บางจากวางเป้าหมายการเติบโตของผลประกอบการในปี 2569 เติบโตมากกว่าปีก่อน ผ่านโครงสร้างธุรกิจใหม่ที่มีความแข็งแกร่งในทุกมิติ โดยในกลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมันนั้น ตั้งเป้าการเติบโตของ EBITDA ไว้ที่ 25% หรือขยับขึ้นสู่ระดับมากกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นราว 50% มาอยู่ที่ระดับ 50,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาดนั้น คาดการณ์ปริมาณการกลั่นจะเพิ่มขึ้นเป็น 275,000 บาร์เรลต่อวัน ภายใต้ค่าการกลั่นพื้นฐาน (GRM) ที่ยังคงระดับแข็งแกร่งในเกณฑ์ 6–6.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งดีลในการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong จะเริ่มออกดอกออกผลโดยคาดว่าจะช่วยสร้าง EBITDA เพิ่มเติมให้กับกลุ่มบริษัทได้ถึง 750-1,000 ล้านบาทในปี 2569 ทันที

ในส่วนของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน บางจากตั้งเป้าผลักดัน EBITDA ให้เติบโตอีกราว 10% จากการปรับพอร์ตโฟลิโอและหมุนเวียนเงินลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการรับรู้รายได้ของโรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐฯ ที่มีผลการดำเนินงานแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม "Monsoon" ขนาด 600 เมกะวัตต์ ที่จะเดินเครื่องผลิตเต็มปี

ย้ำคดี ปปง. ไม่กระทบธุรกิจ

อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจ คือกรณีความคืบหน้าทางคดีที่กำลังถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการส่งเรื่องให้อัยการเพื่อยึดทรัพย์และหุ้นของบางจากมูลค่า 6,000 ล้านบาท เชื่อมโยงเครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ” นั้น ชัยวัฒน์ ระบุว่า แม้จะมีประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้น แต่บริษัทก็ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปตามปกติ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ผ่านมาแล้วกว่า 1 ปี ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการดำเนินงานยังคงแยกส่วนกันอย่างชัดเจน และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินหรือการดำเนินงานของบริษัทแต่อย่างใด บริษัทยังคงยึดมั่นใน "ตัวตนของบางจาก" มาโดยตลอด นั่นคือการประกอบธุรกิจด้วยความสุจริต และมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นโดยรวม ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม