Krungthai COMPASS เตือนไทยเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยจากสงครามตะวันออกกลาง ต้นทุนนำเข้าพุ่ง 40%
Krungthai COMPASS เตือนไทยเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ออกมาเตือนว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะประสบปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยเคมี อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 40 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นแม่ปุ๋ยสำคัญที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 34 ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด

วิกฤตปุ๋ยเคมีไทยจากสงครามตะวันออกกลาง

นางสาวสุคนธ์ทิพย์ ชัยสายัณห์ นักวิเคราะห์จาก Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการขาดแคลนปุ๋ยเคมี เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึงร้อยละ 95 ของปริมาณการใช้ทั้งหมด โดยในจำนวนนี้ประมาณสองในสามเป็นการนำเข้าแม่ปุ๋ยเพื่อนำมาผสมตามสูตรของผู้ผลิตภายในประเทศ นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางมากถึงร้อยละ 34 ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด

ผลกระทบ 3 ด้านต่อธุรกิจปุ๋ยเคมี

Krungthai COMPASS ได้ประเมินว่าสงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 3 เดือน (มีนาคมถึงพฤษภาคม 2569) จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมีของไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ด้านอุปทาน: หากไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลางได้ คาดว่าจะทำให้ไทยเผชิญกับปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569
  • ด้านต้นทุนและกำไร: ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 605 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 40 หากผู้ผลิตปุ๋ยเคมีสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้เพียงร้อยละ 40 จะทำให้ Spread ติดลบ 619 บาทต่อตัน ขณะที่ Spread เฉลี่ยในช่วงปี 2566-2568 อยู่ที่ราว 3,000 บาทต่อตัน
  • ด้านอุปสงค์: ต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งจะกดดันรายได้ของผู้ผลิตปุ๋ยเคมี

ผลกระทบต่อผลผลิตเกษตร โดยเฉพาะข้าว

Krungthai COMPASS ประเมินว่าหากราคานำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 อาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง โดยสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือข้าว คาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกรวมมีแนวโน้มลดลงราว 0.7 ล้านตัน หรือประมาณร้อยละ 2 ของผลผลิตข้าวเปลือกรวมทั้งปี คิดเป็นมูลค่าผลกระทบสูงถึงราว 5.9 พันล้านบาท

คำแนะนำสำหรับเกษตรกร

ในระยะสั้น เกษตรกรควรปรับกลยุทธ์การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการใช้ปุ๋ยแบบแม่นยำ (Precision Farming) เช่น การผสมปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดของพืชและดินในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ส่วนในระยะยาว ภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech) เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเปราะบางต่อความผันผวนของปัจจัยการผลิต และสร้างความยั่งยืนให้แก่ภาคเกษตรไทย

แนวทางสำหรับธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมี

ผู้ประกอบการมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนนำเข้าแม่ปุ๋ยเคมี รวมถึงต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาขายปุ๋ยเคมีในประเทศยังถูกควบคุมโดยภาครัฐ ทำให้ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนมีจำกัด กดดันให้ Spread มีแนวโน้มแคบลง และมีความเสี่ยงจาก Stock Loss Krungthai COMPASS แนะนำให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือการทำสัญญาจัดหาวัตถุดิบระยะยาวกับคู่ค้า รวมทั้งกระจายแหล่งนำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีเพื่อลดปัญหา Supply Chain Disruption ควบคู่ไปกับการบริหารสินค้าคงคลังแบบยืดหยุ่นและการบริหารโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุน นอกจากนี้ ควรเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ปุ๋ยสูตรเฉพาะ (Customized Fertilizer) ปุ๋ยอินทรีย์ผสมปุ๋ยเคมี (Chemicals-Organic) เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาและเพิ่มอัตรากำไรในระยะยาว

ข้อเสนอสำหรับธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตร

ผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาปุ๋ยเคมีที่เพิ่มขึ้น ผ่านการลดลงของปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งอาจทำให้ปริมาณวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานแปรรูปลดลง Krungthai COMPASS แนะนำให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบแบบครบวงจร โดยกระจายแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบทั้งในประเทศและต่างประเทศ และทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า (Forward Contracts) เพื่อประกันปริมาณและราคา ควบคู่ไปกับการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอาจประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เพื่อลดการสูญเสียของวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงวิจัยและพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก