ทีมปราบนอมินี ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกรมการจัดหางาน ได้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกบุกตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่งในย่านราชปรารภ กรุงเทพมหานคร หลังได้รับเบาะแสว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายทัวร์เถื่อนและไกด์เถื่อน รวมถึงใช้ตัวแทนอำพรางหรือนอมินีในการดำเนินธุรกิจ
พบความผิดปกติของโครงสร้างผู้ถือหุ้น
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบความผิดปกติของบริษัทอย่างชัดเจน แม้โครงสร้างผู้ถือหุ้นจะแสดงสัดส่วนคนไทยร้อยละ 51 และต่างชาติร้อยละ 49 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท และมีรายได้ในปี 2567 สูงถึง 47 ล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่พบตัวกรรมการหรือผู้ถือหุ้นชาวไทยแม้แต่รายเดียว โดยมีเพียงกรรมการชาวอินเดียที่เป็นผู้บริหารจัดการเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว ซึ่งเข้าข่ายพฤติกรรมนอมินีอย่างชัดเจน
จับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
ในระหว่างการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบชาวต่างชาติจำนวน 2 ราย ทำงานภายในบริษัทโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจับกุมทันทีและนำตัวส่งสถานีตำรวจนครบาลพญาไท เพื่อดำเนินคดีตามพระราชกฤษฎีกาการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 อย่างเฉียบขาด
ละเมิดกฎหมายธุรกิจนำเที่ยว
นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวพบว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้จัดทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มีโทษปรับสูงสุด 500,000 บาท และอาจถูกพักใช้ใบอนุญาตสูงสุด 6 เดือน
ขยายผลสอบนอมินีและดำเนินคดี
ขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกหนังสือแจ้งกรรมการและผู้ถือหุ้นชาวไทยมาสอบสวนข้อเท็จจริงถึงที่มาของการลงทุน เพื่อขยายผลเชิงลึกว่าเข้าข่ายความผิดฐานนอมินีหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปราบปรามการทุจริตและธุรกิจที่เอาเปรียบคนไทย โดยจะไม่ยอมให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาสวมสิทธิ์ทำธุรกิจผิดกฎหมายและสร้างความเสี่ยงให้นักท่องเที่ยว
ย้ำบังคับใช้กฎหมายสูงสุด
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การปราบปรามครั้งนี้เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและรักษาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้มีความยั่งยืนและโปร่งใส กรมฯ จะดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงและเทคโนโลยีวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายผิดกฎหมาย และขอเตือนผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวทุกแห่งให้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากตรวจพบการกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน จะมีการบังคับใช้กฎหมายขั้นสูงสุดโดยไม่มีการละเว้น เพื่อร่วมกันปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม
การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานรัฐในการขจัดธุรกิจทัวร์เถื่อนและไกด์เถื่อนที่เอาเปรียบนักท่องเที่ยวและคนไทย ทั้งยังเป็นการป้องกันการแทรกแซงของทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในระยะยาว



