กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทุกชนิดที่ใช้ในประเทศไทยมีความปลอดภัยและผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก พร้อมแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรค
วัคซีนทุกชนิดปลอดภัย
นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วัคซีนโควิด-19 ทุกชนิดที่นำมาใช้ในประเทศได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญและผ่านการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ชัดเจน
กลุ่มเสี่ยงควรฉีดเข็มกระตุ้น
สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อและการเจ็บป่วยรุนแรง
- วัคซีนชนิด mRNA เช่น ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา
- วัคซีนชนิดไวรัลเวกเตอร์ เช่น แอสตราเซเนกา
- วัคซีนชนิดเชื้อตาย เช่น ซิโนแวค และซิโนฟาร์ม
การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นสามารถลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อแนะนำหลังฉีดวัคซีน
หลังจากได้รับวัคซีน ผู้รับวัคซีนควรสังเกตอาการตนเอง หากมีอาการข้างเคียง เช่น ไข้ ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ แต่หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือผื่นขึ้นตามตัว ควรรีบพบแพทย์ทันที
สถานการณ์โควิดในปัจจุบัน
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยยังคงมีผู้ติดเชื้อรายวันจำนวนหนึ่ง โดยส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์โอไมครอนและสายพันธุ์ย่อย ซึ่งวัคซีนเข็มกระตุ้นสามารถป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายได้
- ผู้ที่ยังไม่เคยรับวัคซีน ควรเริ่มฉีดเข็มแรกโดยเร็วที่สุด
- ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ควรฉีดเข็มกระตุ้นเมื่อครบกำหนด
- กลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุควรฉีดเข็มกระตุ้นทุก 4-6 เดือน
กระทรวงสาธารณสุขยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับเปลี่ยนคำแนะนำตามข้อมูลทางวิชาการที่เปลี่ยนแปลงไป



