ซาอุดีอาระเบียตอบโต้แข็งกร้าว สั่งขับเจ้าหน้าที่สถานทูตอิหร่านออกประเทศภายใน 24 ชั่วโมง
กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในวันนี้ (22 มีนาคม 2569) โดยประกาศให้ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานเอกอัครราชทูตอิหร่าน พร้อมด้วยผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่สถานทูตอีก 3 คน เป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ และต้องเดินทางออกนอกประเทศภายใน 24 ชั่วโมงทันที
การตอบโต้หลังเผชิญการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันสำคัญ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ซาอุดีอาระเบียเผชิญกับการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันแห่งสำคัญเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบียออกมาเปิดเผยว่า ความไว้วางใจที่มีต่ออิหร่านได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับอีก 11 ประเทศเพื่อเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีทันที
อิหร่านยังคงโจมตีเป้าหมายในประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน อิหร่านยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย โดยผู้บัญชาการกองกำลังทางเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้ยืนยันว่าได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานภายในฐานทัพอัล-มินฮัดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และฐานทัพอากาศอาลี อัล-ซาเลมในคูเวต โดยอ้างว่าโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกใช้ในการโจมตีดินแดนอิหร่าน
นอกจากนี้ โฆษกกองบัญชาการกองทัพอิหร่านยังได้ออกมาเตือนว่า อิหร่านจะโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืด แหล่งพลังงาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เชื่อมโยงกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่อไป หากโครงข่ายไฟฟ้าของอิหร่านถูกโจมตี
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น
ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทที่กว้างขึ้น โดยมีรายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง เช่น:
- อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาได้ขีดเส้น 48 ชั่วโมงเพื่อขู่โจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่านหากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
- อิหร่านได้โจมตีเมืองใกล้ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์อิสราเอล
- เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้ตอบโต้ทุกแนวรบ
- 12 ประเทศอาหรับและอิสลามได้ร่วมกันประณามอิหร่านและเตือนให้หยุดการโจมตีทั่วภูมิภาค
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงน่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ต่อไป



