อิหร่านโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธ สร้างความเสียหายและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองดิโมนาและอาราดทางตอนใต้ของอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 135 คน และสร้างความเสียหายต่ออาคารที่พักอาศัยหลายหลัง การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการตอบโต้หลังจากอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในอิหร่านก่อนหน้านี้
รายละเอียดการโจมตีและผลกระทบ
ในเมืองดิโมนา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากศูนย์วิจัยนิวเคลียร์เนเกฟประมาณ 13 กิโลเมตร มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 47 คน เมืองนี้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากบางฝ่ายเชื่อว่าเป็นแหล่งเก็บอาวุธนิวเคลียร์ที่อิสราเอลไม่ได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แม้อิสราเอลจะยืนยันว่าเป็นเพียงศูนย์วิจัยปรมาณูทั่วไปก็ตาม
ส่วนเมืองอาราดที่อยู่ใกล้เคียงก็ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธเช่นกัน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 88 คน ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 10 คน และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่ออาคารที่พักอาศัยอย่างน้อย 4 หลัง เหตุการณ์นี้ทำให้โรงพยาบาลในพื้นที่ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือกับผู้บาดเจ็บจำนวนมาก
ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าเป็นค่ำคืนที่ยากลำบาก และได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าอิสราเอลจะยังคงโจมตีศัตรูในทุกแนวรบต่อไป
ด้านอิหร่านยืนยันผ่านสถานีโทรทัศน์ทางการว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้โจมตีเป้าหมายซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ในเมืองดิโมนา เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่อเมืองนาทานซ์ก่อนหน้านี้
ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่าทราบถึงเหตุโจมตี แต่ไม่พบสัญญาณความเสียหายต่อศูนย์วิจัยนิวเคลียร์หรือระดับรังสีที่ผิดปกติใดๆ
บริบททางการเมืองและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยอิหร่านอ้างว่าได้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ศัตรูและได้รับชัยชนะจากความสามัคคีของประชาชน ความเคลื่อนไหวนี้ยังสอดคล้องกับแถลงการณ์ล่าสุดจากผู้นำสูงสุดอิหร่านที่เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเผชิญหน้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต



