ทรัมป์ขู่โจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกคำขู่ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า หากรัฐบาลอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบและปราศจากการข่มขู่คุกคามใดๆ ภายในระยะเวลา 48 ชั่วโมงนับจากวันนี้ (22 มีนาคม 2569) สหรัฐอเมริกาจะตอบโต้ด้วยการโจมตีและทำลายโรงไฟฟ้าต่างๆ ของอิหร่าน โดยจะเริ่มต้นจากโรงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดก่อนเป็นลำดับแรก
คำขู่ที่รุนแรงและชัดเจน
ในข้อความที่โพสต์นั้น ทรัมป์ได้ย้ำเตือนอย่างหนักแน่นว่า "หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องภายในเวลาที่กำหนด สหรัฐฯ จะไม่ลังเลที่จะใช้กำลังทางทหารโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน" ซึ่งถือเป็นการขู่ที่รุนแรงและตรงไปตรงมาที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์ยังได้กล่าวอ้างผ่านช่องทางเดียวกันว่า สหรัฐอเมริกาได้ทำลายอิหร่านจนราบคาบแล้ว และฝั่งอิหร่านเองก็แสดงความต้องการที่จะเจรจาทำข้อตกลงด้วย แต่ทางสหรัฐฯ กลับไม่สนใจและปฏิเสธข้อเสนอเหล่านั้น
บริบทความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น
คำขู่ครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่ทรัมป์เปิดเผยว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะลดระดับปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางลง พร้อมทั้งได้แจ้งเตือนเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ให้หยุดการโจมตีโรงงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอิหร่านด้วย
ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ออกมายืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการตามแผนการเดิมอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำจัดขีดความสามารถของอิหร่านในการแผ่ขยายอำนาจออกนอกพรมแดนของตนเองได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีการอ้างว่าขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามเสรีภาพการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซนั้น ได้ลดลงไปแล้วอย่างเห็นได้ชัด หลังจากการดำเนินการทางทหารของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา
สถานการณ์ที่ซับซ้อนและน่าจับตา
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่มีรายงานว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยกลางโจมตีฐานทัพร่วมของสหรัฐฯ และอังกฤษในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อไม่นานมานี้
ในด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ได้ประกาศคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่านบางส่วน หลังราคาน้ำมันโลกทะยานขึ้นไปแตะระดับ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้สถานการณ์โดยรวมในตะวันออกกลางยังคงเปราะบางและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
การขู่โจมตีโรงไฟฟ้าของทรัมป์ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่สะท้อนถึงนโยบายที่แข็งกร้าวต่ออิหร่านเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวมอีกด้วย



