คิวบาประสบวิกฤตไฟฟ้าดับทั้งประเทศครั้งที่ 3 ในรอบเดือน ประชาชนกว่า 10 ล้านคนเผชิญความมืดมิด
คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตไฟฟ้าดับทั้งระบบครั้งที่ 3 ในรอบเดือน ส่งผลให้ประชาชนกว่า 10 ล้านคนต้องอยู่ในความมืดมิดอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ล้าสมัยและปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ทำให้ประเทศไม่สามารถนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้อย่างเพียงพอ
บรรยากาศในกรุงฮาวานาเต็มไปด้วยความมืดสนิทและความไม่พอใจ
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 บรรยากาศในกรุงฮาวานาเต็มไปด้วยความมืดสนิท มีเพียงแสงอาทิตย์ยามเช้าที่เริ่มสาดส่องทำให้เมืองค่อย ๆ สว่างขึ้น ขณะที่บ้านเรือนและอาคารต่าง ๆ แทบไม่มีแสงไฟใด ๆ เล็ดลอดออกมา สถานการณ์เช่นนี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเย็นวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น (21 มีนาคม) หลังจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนเกิดขัดข้องอย่างกะทันหัน ส่งผลให้โครงข่ายไฟฟ้าทั้งระบบล่มลง
ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ประชาชนต้องเผชิญความยากลำบากอย่างหนัก โดยในกรุงฮาวานา มีรายงานว่าประชาชนเริ่มออกมาเคาะหม้อกระทะเพื่อประท้วงรัฐบาลต่อเนื่องจากปัญหาไฟฟ้าดับซ้ำซาก แม้ว่าการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี
เกิดเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงและเผาสำนักงานพรรคคอมมิวนิสต์
ในขณะที่พื้นที่ตอนกลางของประเทศ มีรายงานเหตุการณ์ผู้ประท้วงบุกเข้าเผาสำนักงานใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์คิวบา เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและอาหารที่ยืดเยื้อ สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมคิวบา
ขณะเดียวกัน ประชาคมโลกจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาจะดำเนินการส่งกำลังเข้าแทรกแซงสถานการณ์ภายในคิวบาหรือไม่ ตามที่เคยแสดงท่าทีขู่ไว้ก่อนหน้านี้
การฟื้นฟูระบบไฟฟ้าและผลกระทบต่อบริการที่จำเป็น
ล่าสุด กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของคิวบา ระบุว่า ได้เริ่มกระบวนการฟื้นฟูระบบไฟฟ้าในช่วงเช้าวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อบริการที่จำเป็นเร่งด่วน เช่น โรงพยาบาล ระบบประปา และการแจกจ่ายอาหาร อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งนี้ทำให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตหยุดชะงักเกือบทั้งหมดในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากขาดช่องทางการสื่อสารโดยสิ้นเชิง
วิกฤตไฟฟ้าดับในคิวบาครั้งนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว



