ศรีลังกาปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่ 25% รับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง
รัฐบาลศรีลังกาได้ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งที่สองภายในระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 398 รูปี (ประมาณ 41.95 บาท) ต่อลิตร จากเดิม 317 รูปี (ราว 33.42 บาท) ขณะที่น้ำมันดีเซลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งมวลชน ปรับขึ้นอีก 79 รูปี ไปอยู่ที่ 382 รูปี (ราว 40.27 บาท) ต่อลิตร
มาตรการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุดเพื่อประคองเศรษฐกิจ
ประธานาธิบดีอนุรา กุมารา ดิสซานายาเก ได้ออกคำสั่งด่วนเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสงครามที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งมีมาตรการต่างๆ เช่นการปรับลดวันทำงาน เหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา (18 มี.ค.) และการ Work from Home โดยขอความร่วมมือให้นายจ้างกลับไปใช้ระบบทำงานจากที่บ้านในส่วนที่ทำได้ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในการเดินทาง
เจ้าหน้าที่จากบรรษัทปิโตรเลียมซีลอนระบุว่า เป้าหมายของการขึ้นราคาสูงสุดครั้งนี้คือการบีบให้การบริโภคน้ำมันในประเทศลดลงให้ได้ 15-20% หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้สั่งปันส่วนน้ำมันไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน
สาเหตุหลักจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
วิกฤตครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่าน เพื่อตอบโต้สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ซึ่งช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 20% ของโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อศรีลังกาที่ต้องนำเข้าน้ำมันและถ่านหินทั้งหมด 100% เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ความกังวลต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต 2022
รัฐบาลศรีลังกาแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า สงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางอาจทำลายความพยายามในการฟื้นฟูประเทศจากวิกฤตเศรษฐกิจล่มสลายในปี 2022 ซึ่งในครั้งนั้นศรีลังกาต้องผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศมูลค่ากว่า 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์เนื่องจากขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ จนต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 2.9 พันล้านดอลลาร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มาจนถึงปัจจุบัน
มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามอย่างหนักของรัฐบาลศรีลังกาในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจประเทศซ้ำรอยวิกฤตครั้งก่อน โดยมุ่งเน้นการลดการบริโภคพลังงานและปรับตัวต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว



