สหรัฐฯ ปลดล็อกน้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล หวังสกัดราคาพลังงานพุ่ง
สหรัฐฯ ปลดล็อกน้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล (21.03.2026)

สหรัฐฯ ปลดล็อกน้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล หวังสกัดราคาพลังงานพุ่ง

สหรัฐอเมริกาสร้างความสั่นสะเทือนต่อนโยบายพลังงานโลก หลังประกาศผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านบางส่วน เพื่อเพิ่มอุปทานในตลาดและบรรเทาวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสถานการณ์สงคราม ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายละเอียดมาตรการปลดล็อกน้ำมันอิหร่าน

รัฐบาลสหรัฐฯ อนุญาตให้มีการจำหน่ายน้ำมันอิหร่านที่ค้างอยู่ในเรือบรรทุกกลางทะเล ผ่านใบอนุญาตพิเศษแบบชั่วคราวและจำกัดขอบเขต สก็อตต์ เบสเซ่น รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มาตรการนี้จะช่วยปล่อยน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากอิหร่านราว 140 ล้านบาร์เรล เข้าสู่ตลาดโลกในระยะสั้น โดยใบอนุญาตจะมีผลจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2026

ก่อนหน้านี้ น้ำมันอิหร่านส่วนใหญ่ถูกจำกัดการขายจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยมีจีนเป็นผู้ซื้อหลักในราคาส่วนลดสูง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า การผ่อนคลายข้อจำกัดครั้งนี้ อาจช่วยกระจายอุปทานไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย พร้อมกดดันให้จีนต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดมากขึ้น

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและความเสี่ยง

แม้มาตรการดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นการแก้เกมฉุกเฉิน แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิผล เดวิด แทนเน่นบัม จาก Blackstone Compliance Services ระบุว่า "นี่คือเรื่องเหลือเชื่อ เพราะเท่ากับเราเปิดทางให้อิหร่านขายน้ำมัน ซึ่งอาจนำเงินไปใช้สนับสนุนสงคราม"

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ขณะที่ ราเชล เซียมบา นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน มองว่า มาตรการนี้อาจไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกม และยังมีคำถามสำคัญว่า จะป้องกันไม่ให้รายได้ไหลกลับสู่รัฐบาลอิหร่านได้จริงหรือไม่ สถานการณ์พลังงานโลกยังคงตึงเครียดจากผลกระทบของสงคราม โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ซึ่งโดยปกติรองรับน้ำมันราว 20% ของการบริโภคทั่วโลก

ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก

นับตั้งแต่เกิดสงครามในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะงักลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงประมาณ 10% นอกจากนี้ ความเสียหายจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านและกาตาร์ ยังเพิ่มความเสี่ยงว่ากำลังการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจได้รับผลกระทบในระยะยาว แม้สงครามจะยุติลง

ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน สหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อเพิ่มอุปทาน เช่น ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินหลายล้านบาร์เรล และผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียบางส่วน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก็สร้างแรงต้านจากชาติยุโรป ซึ่งกังวลว่าอาจเป็นการหนุนอำนาจของวลาดิเมียร์ ปูติน และยืดเยื้อสงครามในยูเครน