“โสภณ” เปิดเผยมติพรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อม “มัลลิกา” นั่งรองประธานคนที่ 1
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดเผยว่า ที่ประชุมพรรคมีมติเสนอชื่อตนอย่างเป็นทางการสำหรับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และเสนอชื่อนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะสส.จังหวัดลพบุรี เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1
กระบวนการเลือกตั้งและความพร้อมเต็มร้อย
นายโสภณระบุว่า หลังเสร็จสิ้นรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคม จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 15 มีนาคม เพื่อเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ โดยผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมสภาฯ ส่วนเหตุผลที่พรรคเสนอชื่อตนและนางสาวมัลลิกานั้น เป็นเรื่องของความเหมาะสม เนื่องจากกรรมการบริหารพรรคมองว่าทั้งคู่มีความสามารถในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ผมมีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ และไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็จะทำงานด้วยความตั้งใจเต็มที่ เป็นคนที่ไม่เคยทำอะไรเล่น ๆ” นายโสภณกล่าวย้ำ พร้อมเสริมว่า การพิสูจน์ความเหมาะสมจะต้องเกิดขึ้นผ่านการปฏิบัติงานจริงเท่านั้น
ตอบโต้ข้อวิจารณ์เรื่อง “บุรีรัมย์กินรวบสองสภา”
ในประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรอาจเป็นบุคคลจากจังหวัดบุรีรัมย์ นายโสภณชี้แจงว่า “ไม่เกี่ยวกันเลย เพราะผมไม่เกี่ยวข้องกับประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องการทำงานของวุฒิสภาโดยเฉพาะ” เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า หากพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสียงข้างมากในสภา ก็อาจไม่มีโอกาสได้รับการเสนอชื่อ และการที่คนจากจังหวัดเดียวกันได้ตำแหน่งสำคัญอาจเป็นเรื่องบังเอิญที่ควบคุมไม่ได้
“ถ้าผมไม่เหมาะสมด้วยคุณสมบัติหรือเหตุผลใด ๆ ก็เป็นเรื่องที่สังคมต้องพิจารณา แต่ถ้าพรรคเห็นว่าผมเหมาะสมและสามารถทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศได้ ผมขอให้ทุกฝ่ายรอดูผลงานในการทำงาน” นายโสภณกล่าว
ความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองอื่นและบทบาทฝ่ายค้าน
สำหรับรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 จากพรรคเพื่อไทย นายโสภณกล่าวว่า ตนไม่ทราบข้อมูลดังกล่าว เนื่องจากเป็นไปตามข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยโดยตรง ในส่วนของคำถามที่ว่าการเมืองบุรีรัมย์อาจเป็นการ “กินรวบ” ระหว่างสภาสูงและสภาล่าง เขาตอบว่า “การกินรวบหรือไม่ขึ้นอยู่กับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใดก็สามารถเกิดสถานการณ์แบบนี้ได้หากทำงานในลักษณะนั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องพิสูจน์ด้วยการทำงานจริง”
เมื่อถูกถามถึงความกังวลต่อฝ่ายค้านซึ่งประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชน นายโสภณยืนยันว่า “ไม่หนักใจใด ๆ เพราะทุกฝ่ายมีหน้าที่ของตนเอง ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบ รัฐบาลทำหน้าที่บริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำหน้าที่ตามบทบาท ส่วนประธานสภาฯ มีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”
สรุปแล้ว การเสนอชื่อครั้งนี้สะท้อนถึงความมั่นใจของพรรคภูมิใจไทยในศักยภาพของนายโสภณและนางสาวมัลลิกา พร้อมเน้นย้ำว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะตัดสินด้วยการทำงานที่มีประสิทธิภาพและประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นหลัก



