รถบรรทุก 300 คันรวมพลังประท้วงน้ำมันแพง จี้รัฐบาลลดภาษีเร่งด่วน
ผู้ประกอบการขนส่งทางบกเตรียมรวมตัวรถบรรทุกกว่า 300 คันในวันพรุ่งนี้ (18 มีนาคม 2569) เพื่อประท้วงราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยเรียกร้องให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตและออกมาตรการพยุงราคาอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ชุมนุมหน้าตลาดบิ๊กฟู้ดแหลมฉบัง ชลบุรี
การชุมนุมจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ บริเวณหน้าตลาดบิ๊กฟู้ด ติดปั๊มน้ำมัน ปตท. บนถนนสุขุมวิท แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยได้โพสต์เชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ TRUCK POWER เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันและการจราจรติดขัดท่าเรือแหลมฉบัง
ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ เผยรถเข้าร่วมกว่า 300 คัน
ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า มีรถบรรทุกเตรียมเข้าร่วมการชุมนุมแล้วกว่า 300 คัน โดยจะจอดบริเวณริมถนนสุขุมวิท แหลมฉบัง เนื่องจากผู้ประกอบการขนส่งได้รับความเดือดร้อนอย่างมากจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง
ดร.ทองอยู่ อธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีรถบรรทุกมากกว่า 100 คัน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,000 รายทั่วประเทศในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก วัสดุก่อสร้าง และการขนส่งสินค้าเกษตร มักซื้อน้ำมันโดยตรงจากคลังน้ำมันหรือผู้ค้าส่ง ทำให้ต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่าปกติ ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
กังวลมาตรการห้ามใช้แกลลอนเติมน้ำมัน
สหพันธ์ฯ ยังแสดงความกังวลต่อมาตรการของรัฐบาลที่ห้ามใช้แกลลอนหรือถังลิตรในการเติมน้ำมัน โดยมองว่านโยบายดังกล่าวอาจไม่ได้พิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน เนื่องจากประชาชนในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมจำนวนมากจำเป็นต้องใช้น้ำมันสำหรับเครื่องจักร เช่น รถไถนา เครื่องสูบน้ำ รถเครน และรถแบ็กโฮ ซึ่งไม่สามารถขับไปเติมที่ปั๊มน้ำมันได้โดยง่าย
ดร.ทองอยู่ ระบุว่า การออกมาตรการนี้เสี่ยงทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก และควรมีการทบทวนรายละเอียดให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของภาคเศรษฐกิจ หากรัฐบาลไม่เข้ามาดูแลราคาน้ำมันดีเซลและปล่อยให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการขนส่งจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉลี่ยแล้วหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร อัตราค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3% และหากราคาน้ำมันปรับขึ้นถึง 4 บาท อาจทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นราว 12%
รัฐบาลถูกตั้งคำถามเอาเปรียบประชาชน
ดร.ทองอยู่ กล่าวต่อว่า ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้อาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมด เนื่องจากน้ำมันบางส่วนในตลาดยังเป็นสต็อกเดิมที่นำเข้ามาก่อนเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ “การที่รัฐบาลไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิต เอาเงินกองทุนไปอุดหนุนกลุ่มทุน ทางสหพันธ์ฯ มองว่าเป็นการเอาเปรียบพี่น้องประชาชน เพราะน้ำมันที่มีอยู่เดิมเป็นน้ำมันที่มาจากโรงกลั่นก่อนที่จะเกิดสงคราม แต่พอเกิดสงครามกลับปรับราคาขึ้นทันที ทำให้เกิดคำถามว่าผู้ประกอบการพลังงานรายใหญ่กำลังเอาเปรียบประชาชนหรือไม่ รัฐบาลจึงต้องสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้กับสังคม”
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
เรื่องนี้เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งผู้ประกอบการขนส่งเป็นผู้ให้บริการ แต่ในอีกด้านก็เป็นผู้บริโภคเช่นกัน หากมีการประกาศปรับค่าขนส่งเมื่อใด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและวัสดุก่อสร้างก็มักจะปรับขึ้นตามทันที สหพันธ์ฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพต้นทุนการขนส่ง และป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมถึงค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว
การชุมนุมครั้งนี้สะท้อนถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้นในภาคการขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้าในตลาด หากรัฐบาลไม่ตอบสนองอย่างทันท่วงที



