ศาลออกหมายจับ 'เบน สมิธ' และภรรยา ในคดีฉ้อโกงนักธุรกิจต่างชาติสูญเงินกว่า 1,000 ล้านบาท
วันนี้ (2 มีนาคม 2569) ศาลได้ออกหมายจับ นายเบน สมิธ (Mr. Ben Smith) และ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฉ้อโกงและฟอกเงิน หลังหลอกลวงนักธุรกิจต่างชาติให้ลงทุนในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2565 ส่งผลให้ผู้เสียหายสูญเงินรวมกว่า 1,000 ล้านบาท คดีนี้มีพฤติการณ์ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับนานาชาติ
พฤติการณ์การหลอกลวงและการลงทุนที่ผิดพลาด
จากการสอบสวนของตำรวจสอบสวนกลาง พบว่านายเบน สมิธ ซึ่งถูกสหรัฐอเมริกาจัดอยู่ในกลุ่มบุคคลเสี่ยงเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์และการฟอกเงิน ได้ร่วมกับนางสาวแคทรียา บีเวอร์ ผู้เป็นภรรยาและผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่ง รวมถึง บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) หลอกลวงนักลงทุนชาวต่างชาติด้วยวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือต่างๆ โดยมีรายละเอียดการหลอกลวงดังนี้:
- เริ่มต้นในปี 2559 นายเบน อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน แนะนำนักธุรกิจและนักการเมืองให้ลงทุนในหุ้นบริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างความไว้วางใจ
- ต่อมา หลอกให้ผู้เสียหายลงทุนในหุ้นเพซ จำนวน 700 ล้านบาท โดยให้บริษัทหุ้นเพซออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% รวมกว่า 762 ล้านบาท และให้นางสาวแคทรียาบริหารการลงทุนเป็นเวลา 1 ปี
- ชักชวนซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ราคา 255 ล้านบาท หลอกเงินมัดจำ 21 ล้านบาท
- อ้างการลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้าร่วมกับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย สูญเสียอีก 126 ล้านบาท
- เสนอให้จ่ายเงินค่ามัดจำคอนโด 7 ห้อง และค่าบิวต์อิน 144 ล้านบาท เพื่อตกแต่งและขายคืน แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับส่งมอบห้องชุด และพบว่าห้องถูกโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลอื่นแล้ว
พฤติการณ์เหล่านี้เข้าข่ายการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ เนื่องจากไม่ได้นำเงินไปดำเนินการตามที่ตกลงกันไว้แต่อย่างใด
การดำเนินคดีและการตรวจค้นยึดทรัพย์
หลังศาลออกหมายจับ ตำรวจได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักและบริษัท รวม 6 เป้าหมายในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อหาพยานเอกสารและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจค้นครั้งนี้ ตำรวจได้ยึดของกลาง 13 รายการ ประกอบด้วย:
- คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 2 เครื่อง
- คอมพิวเตอร์พกพา 2 เครื่อง
- แม็กบุ๊ก 1 เครื่อง
- ไอแพด 2 เครื่อง
- โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง
- อุปกรณ์จัดเก็บหน่วยความจำ (แฟลชไดร์ฟ) 2 ชิ้น
- เอกสารต่างๆ เช่น งบการเงิน รายวันจ่ายประจำปี ตราประทับบริษัท 6 รายการ และสมุดโน้ต 1 เล่ม
นอกจากนี้ ศาลแพ่งยังได้สั่งยึดทรัพย์ชั่วคราวมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท ในเครือข่ายของนายเบน สมิธ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีสแกมเมอร์อื่นๆ เช่น คดีรุทธพล และคดีที่โรมขึ้นศาลสอบคำให้การ
ผลกระทบและความคืบหน้าของคดี
คดีนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อนักลงทุนต่างชาติ และสะท้อนถึงปัญหาการฉ้อโกงข้ามชาติที่ซับซ้อน ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อขอหมายจับในส่วนที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ผู้เสียหายบางส่วนได้ออกมาต่อต้านการถอนอายัดทรัพย์โดย ปปง. ซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ คดียังมีประเด็นเกี่ยวพันกับการฟ้องหมิ่นประมาทระหว่างนายเบน สมิธ และบุคคลอื่นๆ เช่น โรม โดยศาลได้นัดไต่สวนในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้จะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับภาพถ่ายเก่าๆ ที่ปรากฏในสื่อ แต่กระบวนการทางกฎหมายยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม



