ศาลสืบพยานนัดแรก 'เจ้อ้อย' ยันเงิน 71 ล้านให้ 'ทนายตั้ม' ไม่ใช่เสน่หา-ไม่ใช่เงินกู้
ศาลสืบพยานนัดแรก 'เจ้อ้อย' ยันเงิน 71 ล้านไม่ใช่เสน่หา (04.03.2026)

ศาลสืบพยานนัดแรกในคดีฉ้อโกง-ฟอกเงิน “เจ้อ้อย” ยืนยันเงิน 71 ล้านให้ “ทนายตั้ม” ไม่ใช่เงินกู้หรือให้โดยเสน่หา

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ศาลได้นัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในคดีสำคัญ ซึ่งนางสาวจตุพร อุบลเลิศ หรือที่รู้จักในชื่อ “เจ้อ้อย” ผู้เสียหาย ได้เดินทางมาให้การเป็นพยาน โดยเธอยืนยันชัดเจนว่าเงินจำนวน 71 ล้านบาทที่โอนให้นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” นั้น ไม่ได้ให้โดยเสน่หาและไม่ใช่เงินกู้ ข้อเท็จจริงนี้เป็นประเด็นหลักในคดีที่เธอฟ้องดำเนินคดีต่อทนายตั้ม, นางปทิตตา, นางสาวปิณฑิรา และบุคคลอื่นๆ อีกรวม 7 คน ในข้อหาหลายกระทง

รายละเอียดข้อกล่าวหาและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

คดีนี้มีข้อกล่าวหาหนักหน่วงประกอบด้วย ฐานความผิดฉ้อโกง, ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, ฟอกเงิน, และร่วมกันฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน การสืบพยานในวันนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง โดยมีบุคคลสำคัญหลายท่านเดินทางมาสังเกตการณ์ อาทิ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และนายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือทนายเดชา ซึ่งระบุว่ามาให้กำลังใจแก่นายษิทรา

ทั้งนี้ นายษิทราและภรรยาถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำเพื่อเข้าร่วมกระบวนการทางศาล นับเป็นภาพสะท้อนความตึงเครียดของคดีที่กำลังอยู่ในความสนใจของสาธารณชน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การเบิกความของเจ้อ้อยและท่าทีต่อคดี

หลังให้การในชั้นศาล น.ส.จตุพร ได้เปิดเผยกับสื่อว่าเธอ ไม่รู้สึกกังวลหรือหนักใจ แม้ต้องเผชิญหน้ากับนายษิทราโดยตรง เธอย้ำถึงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับเงินก้อนใหญ่ที่โอนไปว่าไม่มีลักษณะเป็นของขวัญหรือการให้ยืมแต่อย่างใด ซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณาคดีในขั้นตอนต่อไป

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ศาลได้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลยอีกครั้งในวันที่ 5 มีนาคม โดยจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายจำเลยค้านพยานหลักฐานของโจทก์ มีรายงานที่น่าสนใจว่านายษิทราเตรียมที่จะซักถามและค้านฝ่ายโจทก์ด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงการเตรียมตัวอย่างเข้มข้นจากทั้งสองฝ่าย

ความคืบหน้าและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

คดีนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับบุคคลระดับแนวหน้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อนในด้านการฉ้อโกงและฟอกเงิน การสืบพยานนัดแรกถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางของคดีในอนาคต

  • การยืนยันของเจ้อ้อยเกี่ยวกับเงิน 71 ล้านบาทอาจเป็นหลักฐานชี้ชัดในชั้นศาล
  • การเตรียมตัวของทนายตั้มในการซักค้านด้วยตัวเองแสดงถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้คดี
  • การมีผู้สังเกตการณ์ระดับสูงเช่นประธานมูลนิธิและทนายความชื่อดัง อาจส่งผลต่อบรรยากาศและความน่าเชื่อถือของกระบวนการ

ในภาพรวม คดีนี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในนัดสืบพยานครั้งต่อไปซึ่งคาดว่าจะมีการปะทะทางกฎหมายอย่างเข้มข้นระหว่างโจทก์และจำเลย