หนุ่มลาวสารภาพฆ่าหั่นศพแฟนสาวชาวลาว อ้างหึงหวงบันดาลโทสะ จับกุมที่ด่านหนองคาย
เมื่อเวลา 08.30 น. ของวันที่ 25 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่งานสืบสวนปราบปราม ตม.หนองคาย นำโดย พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รอง ผกก.ตม.จว.หนองคาย และพ.ต.ท.อภิชาติ คลธา สว.ตม.จว.หนองคาย พร้อมด้วยชุดสืบสวน ได้ควบคุมตัวนายต้อม อายุ 26 ปี ชาวสปป.ลาว ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพนางสาวแรม อายุ 20 ปี แฟนสาวชาวลาว โดยนำศพที่ถูกหั่นเป็นชิ้นใส่ถุงดำ 8 ถุงไปทิ้ง
การจับกุมและแรงจูงใจ
การจับกุมเกิดขึ้นบริเวณหน้าด่านพรมแดนหนองคาย ขณะที่นายต้อมกำลังหาช่องทางข้ามกลับไปยังประเทศลาว ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ไพรัช พุกเจริญ ผบก.ตม.4 และพ.ต.อ.นพดล รักชาติ ผกก.ตม.จว.หนองคาย เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้ตำรวจนครบาลทุ่งสองห้องเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและซ่อนเร้นศพ
จากการสอบสวนเบื้องต้น นายต้อมสารภาพว่ารักแฟนสาวมาก คบกันมา 6-7 ปี และได้ผูกข้อมือกัน โดยทั้งคู่ข้ามมาไทยเพื่อทำงานใกล้กัน เขาทำงานที่ครัวโรงพยาบาล ส่วนแฟนทำงานในตลาด อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แฟนสาวได้หนีไปทำงานที่พัทยา ทำให้เขาตามไปหาและเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ
เหตุการณ์นำไปสู่การฆาตกรรม
นายต้อมเล่าว่า เขาและแฟนนัดกันจะกลับบ้านที่ลาว แต่แฟนไม่ยอมกลับและไปทำงานที่ร้านอาหารและคาราโอเกะในพัทยา เขาแอบรอดูอยู่นอกร้านจนเห็นแฟนออกมากับลูกค้าในเวลาตี 5 หลังจากขู่ว่าจะโทรหาญาติของแฟน แฟนยอมกลับมากรุงเทพฯ ด้วยกัน โดยไม่ได้ทะเลาะกัน แต่ตั้งใจจะพากลับบ้านให้ญาติไกล่เกลี่ย
สำหรับสาเหตุการตาย นายต้อมอ้างว่าเกิดจากความหึงหวงและอารมณ์ชั่ววูบ ทำให้เขาพลั้งมือใช้มีดแทงแฟนจนเสียชีวิต จากนั้นได้หั่นศพออกเป็นชิ้นๆ ใส่ถุงดำ 8 ถุง โดยทิ้ง 2 ถุงในถังขยะหน้าปากซอย ซึ่งคาดว่าเป็นชิ้นส่วนแขน และอีก 6 ถุงนำไปทิ้งในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เขาระบุว่าการชำแหละศพทำได้เพราะเคยชำแหละสัตว์มาก่อน เริ่มจากขาจนถึงคอ
การติดตามและกระบวนการทางกฎหมาย
พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจากตำรวจท่องเที่ยวว่ามีผู้ต้องหาหลบหนีจากกรุงเทพฯ มาลงที่สนามบินอุดรธานี จึงออกสืบสวนจนจับกุมได้ เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องหาพยายาหาช่องทางข้ามกลับลาวแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อมูลถูกป้อนเข้าสู่ระบบตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ทำให้ระบบแจ้งเตือนทันทีเมื่อตรวจเอกสาร
แม้นายต้อมจะให้การว่าแรงจูงใจเกิดจากบันดาลโทสะ แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ค่อยเชื่อ และจะส่งตัวให้ตำรวจนครบาลทุ่งสองห้องดำเนินคดีต่อไป คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงในความสัมพันธ์และความสำคัญของการป้องกันอาชญากรรมข้ามพรมแดน



