จับกุมแล้ว! โจรชิงทอง 26 บาท ที่ขอนแก่น อ้างติดหนี้นอกระบบหมุนเงินไม่ทัน
เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาคดีชิงทอง 26 บาท มูลค่ากว่า 1.9 ล้านบาท ในจังหวัดขอนแก่นได้สำเร็จ หลังติดตามแกะรอยหลักฐานอย่างเร่งด่วนภายในระยะเวลาเพียง 6 วัน นับตั้งแต่เกิดเหตุ โดยผู้ต้องหาให้การอ้างว่าเกิดจากปัญหาหนี้สินนอกระบบที่หมุนเงินไม่ทัน จนตัดสินใจก่อเหตุร้าย
รายละเอียดการจับกุมและหลักฐานสำคัญ
การจับกุมในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การนำของ พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พร้อมด้วยทีมงานจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 และตำรวจกองปราบปราม ร่วมกันเข้าควบคุมตัว นายชลธิป หรือ เก๋ อายุ 48 ปี ชาวบ้านเหล่าโพนทอง ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีนี้
จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหาได้ก่อเหตุชิงทรัพย์ภายในร้านทองแห่งหนึ่งในตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมืองขอนแก่น เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 14.07 น. โดยกวาดสร้อยคอทองคำรูปพรรณไปจำนวน 11 เส้น น้ำหนักรวม 26 บาท ก่อนหลบหนีด้วยรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 110i สีเทา-ดำ เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังรวบรวมพยานหลักฐานทั้งบุคคลและสิ่งแวดล้อม จนสามารถยืนยันตัวผู้ก่อเหตุและติดตามจับกุมได้อย่างรวดเร็ว
การซุกซ่อนทองและทิ้งรถจักรยานยนต์
ในระหว่างการจับกุม ผู้ต้องหากำลังทำความสะอาดร้านขายบะหมี่เพื่อเตรียมเปิดร้าน โดยในช่วงแรกให้การปฏิเสธ แต่ในที่สุดก็จำนนต่อหลักฐานและยินยอมพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจค้นบ้านพักอาศัย ณ ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมืองขอนแก่น ซึ่งที่นั่น เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ต้องหาได้ซุกซ่อนสร้อยคอทองคำทั้งหมดไว้ภายในเสาเหล็กกล่องขนาด 4x4 นิ้ว ภายในบ้าน โดยต้องใช้เครื่องเจียรไฟฟ้าตัดบริเวณโคนเสาเป็นช่อง ก่อนจะพบสร้อยทองถูกอัดทับด้วยฟางข้าวซ่อนอยู่ด้านใน เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลางท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์อย่างหนาแน่น
นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังได้นำเจ้าหน้าที่ไปชี้จุดทิ้งรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีบรอนซ์ดำ ซึ่งใช้ในวันก่อเหตุ โดยนำไปทิ้งในหนองน้ำกลางทุ่งนาพื้นที่ตำบลบ้านหว้า ห่างจากบ้านประมาณ 10 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ประสานงานกับนักประดาน้ำจากมูลนิธิกู้ภัยสว่างสามัคคีอุทิศ เพื่อลงค้นหาและกู้รถขึ้นมาได้สำเร็จ ส่วนเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ ผู้ต้องหาให้การว่าได้เผาทำลายทิ้งไปแล้ว ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะขยายผลค้นหาจุดทิ้งเหล็กตะขอที่ใช้เกี่ยวสร้อยทองเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วน
เบื้องหลังและแรงจูงใจในการก่อเหตุ
ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาเดิมเป็นคนต่างพื้นที่ ก่อนย้ายมาแต่งงานและมีครอบครัวอยู่บ้านเหล่าโพนทอง ตำบลบ้านหว้า มีบุตรกับภรรยา แต่ภายหลังแยกทางกัน ทำให้ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง โดยประกอบอาชีพขายบะหมี่ในพื้นที่ และประสบปัญหาหนี้สินจำนวนมากจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ หมุนเงินไม่ทัน จนตัดสินใจก่อเหตุชิงทองในครั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดต่อไป และเตรียมแถลงข่าวความคืบหน้าคดีอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงสายของวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น



