ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยปี 68 ลูกจ้าง ม.33 ตกงานเกิน 5 แสนคน ปี 69 จ่อถูกเลิกจ้างเดือนละ 4 หมื่น
ปี 68 ลูกจ้าง ม.33 ตกงานเกิน 5 แสน ปี 69 จ่อถูกเลิกจ้างเดือนละ 4 หมื่น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยตัวเลขน่าตกใจ ลูกจ้าง ม.33 ตกงานปี 68 กว่า 5 แสนคน ปี 69 จ่อถูกเลิกจ้างเดือนละ 4 หมื่น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 โดยพบว่าในปี 2568 มีลูกจ้างถูกเลิกจ้างสูงถึง 531,779 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่แรงงานทั้งหมดในระบบ ม.33 อยู่ที่ประมาณ 12.2 ล้านคน

แนวโน้มการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% ภาคการผลิตถูกเลิกจ้างมากสุด

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า แนวโน้มการเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคมมีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% ระหว่างปี 2565 ถึง 2568 โดยสิ้นปี 2568 มีแรงงานถูกเลิกจ้างกว่า 5 แสนคน โดยธุรกิจที่ถูกเลิกจ้างมากที่สุดคือ

  • ภาคการผลิต มีสัดส่วนการเลิกจ้างสูงถึง 24%
  • ภาคค้าส่งและค้าปลีก มีสัดส่วน 12%
  • ภาคก่อสร้าง มีสัดส่วน 9%

นอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานที่ถูกเลิกจ้างกว่า 94% เป็นแรงงานสัญชาติไทย และอีก 6% เป็นแรงงานต่างด้าว ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบที่กว้างขวางต่อตลาดแรงงานในประเทศ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจอ่อนแอและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคมยังถูกผลักดันจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างอิสราเอล-สหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก

นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ความต้องการแรงงานลดลง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ หันมาใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติแทนที่แรงงานมนุษย์มากขึ้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

คาดปี 2569 การเลิกจ้างยังมีแนวโน้มสูงเฉลี่ยเดือนละ 4 หมื่นคน

สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ตัวเลขการเลิกจ้างแรงงานในระบบ ม.33 ยังมีแนวโน้มเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน โดยส่วนใหญ่น่าจะมาจากการเลิกจ้างในภาคการผลิตเป็นหลัก

ปัจจัยกดดันในปีนี้ยังคงมาจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง ผลจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงานมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์การจ้างงานในประเทศยังคงท้าทายต่อไป

ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการหาแนวทางแก้ไขและสนับสนุนแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพื่อลดผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว