หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 3 ลดลงเล็กน้อย แต่ NPL พุ่งสูงน่าวิตก
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนในไตรมาส 3 ของปี 2568 โดยระบุว่ามูลค่าหนี้ครัวเรือนรวมอยู่ที่ 16.31 ล้านล้านบาท ลดลง 0.29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทรงตัวที่ 86.8% ต่อเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว
สินเชื่อเกือบทุกประเภทหดตัว สะท้อนความระมัดระวัง
การลดลงของหนี้ครัวเรือนเป็นผลจากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจหดตัว 1.4% นับเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาสหนึ่งของปี 2556 สะท้อนถึงความเข้มงวดในการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อย
สินเชื่อเพื่อยานยนต์หดตัว 9.8% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 8 ติดต่อกัน ตามยอดการจำหน่ายรถยนต์ที่ชะลอตัว ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับและสินเชื่อบัตรเครดิตหดตัว 0.8% และ 1.9% ตามลำดับ เนื่องจากความระมัดระวังของผู้บริโภคในการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้สูง
สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ขยายตัวเร่งขึ้น
ในทางกลับกัน สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ขยายตัวเร่งขึ้นจาก 1.3% ในไตรมาสก่อนหน้าเป็น 1.6% จากแรงสนับสนุนของมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น การผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ชั่วคราว การต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง
NPL พุ่ง 7.6% สะท้อนปัญหาคุณภาพหนี้
แม้หนี้ครัวเรือนจะลดลง แต่สัดส่วนหนี้เสีย (NPLs) ต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) พบว่าในไตรมาสสามปี 2568 หนี้ครัวเรือนที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไปมีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็น 9.4% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในไตรมาสก่อน
NPLs ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสหนึ่งและไตรมาสสองของปี 2568 และเพิ่มขึ้นในทุกประเภทสินเชื่อ สะท้อนว่าคุณภาพหนี้ครัวเรือนยังไม่ดีขึ้นนัก
กลุ่มรายได้สูงเริ่มผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น
ผลสำรวจจาก SCB EIC ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่กระจายไปยังทุกระดับรายได้
- กลุ่มผู้มีรายได้ 15,000-30,000 บาทต่อเดือน เป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาการชำระหนี้มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 69%
- กลุ่มคนที่มีรายได้ 30,000-50,000 บาท เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ 51%
- กลุ่มที่มีรายได้ 50,000-100,000 บาท คิดเป็นสัดส่วน 36% ก็เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้
- กลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป จากเดิมที่คิดว่าไม่มีปัญหากลับพบว่ามีปัญหาในการชำระหนี้ 21% หรือคิดเป็น 1 ใน 5
ส่วนใหญ่พบว่าเป็นหนี้เพื่อการบริโภค หนี้บ้าน และหนี้รถ
ความเสี่ยงจากสินเชื่อดิจิทัลและ BNPL
หนี้ครัวเรือนที่ควรให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล ได้แก่ สินเชื่อผ่านแอปพลิเคชั่นและสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) เนื่องจากเข้าถึงได้ง่าย เงื่อนไขในการพิจารณามีความผ่อนปรน และผู้ใช้มีอายุและรายได้ต่ำกว่าผู้ใช้สินเชื่อแบบดั้งเดิม ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง
สภาพัฒน์มองว่าจำเป็นต้องผลักดันให้ผู้ให้บริการสินเชื่อผ่านแอปฯ และ BNPL ทุกราย เข้าร่วมเครดิตบูโร และกำหนดเพดานหนี้ เพื่อควบคุมคุณภาพของสินเชื่อกลุ่มนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้
แนวโน้มและมาตรการแก้ไข
สภาพัฒน์มองว่าจำเป็นต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้และมาตรการจูงใจในการจ่ายหนี้ให้ตรงเวลา เพื่อให้การชำระหนี้ลดลงและลดการก่อหนี้ใหม่ สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น จากมาตรการแก้หนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมา ขณะเดียวกัน การที่ประชาชนมีงานทำมากขึ้นส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น อาจสร้างความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนได้เพิ่มขึ้นตาม



