รีเซตการเงินวัย 40: ทำไมคนไทยกลัวดูจนมากกว่าเป็นหนี้?
รีเซตการเงินวัย 40: ทำไมคนไทยกลัวดูจนมากกว่าเป็นหนี้?

รีเซตการเงินวัย 40: ทำไมคนไทยกลัวดูจน มากกว่าเป็นหนี้? เจาะลึกกลยุทธ์สถาปนิกความมั่งคั่งรับมือวิกฤตโลก กับ แอนนาเบล Your Wealth Architect โดย PPTV Online เผยแพร่: 22 เม.ย. 2569

พิมพ์เขียวความมั่งคั่งและ Mindset ที่แตกต่างระดับโลก

การเงิน The Mid Point ได้ร่วมพูดคุยกับคุณแอนนาเบล คชนันทน์ เจ้าของเพจ “Annabel - Your Wealth Architect” สถาปนิกการเงินที่มหาเศรษฐีระดับ Ultra Wealth ยังต้องให้เธอช่วยออกแบบความมั่งคั่ง กับคำถาม “ทำไม? คนไทยกลัวดูจน มากกว่าเป็นหนี้ รีเซตการเงินใหม่ในวัย 40” ผ่านการดำเนินรายการโดยแคน อติรุจ กิตติพัฒนะ และ โจ พงศ์พรหม ยามะรัต ซึ่งคุณแอนนาเบลได้นำประสบการณ์จากการทำงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคลในหลายประเทศ ทั้งในลอนดอน ประเทศอังกฤษ สิงคโปร์ และปัจจุบันที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มายาวนานถึง 8 ปี มาสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของแนวคิดทางการเงินในแต่ละวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อความมั่งคั่งในระยะยาว

คุณแอนนาเบลเปรียบเทียบการบริหารจัดการเงินว่าเหมือนกับการสร้างบ้านที่ต้องเริ่มต้นจากการทำพิมพ์เขียวและวางรากฐานให้มั่นคงเสียก่อน แต่คนไทยส่วนใหญ่มักจะข้ามขั้นตอนเหล่านี้และให้ความสนใจกับการลงทุนซึ่งเปรียบเสมือนการตกแต่งภายในเป็นอันดับแรก คุณแคนได้ยอมรับว่าตนเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มักจะตัดสินใจลงทุนตามกระแสหรือตามกราฟโดยไม่ได้มีความเข้าใจถึงรากฐานที่แท้จริงของสินทรัพย์นั้นๆ ในขณะที่ประสบการณ์ของคุณแอนนาเบลในสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่านักลงทุนที่นั่นมีความรู้เรื่องการกระจายความเสี่ยงอย่างละเอียดลออ ต่างจากมหาเศรษฐีไทยบางกลุ่มที่มักพอร์ตการลงทุนที่เต็มไปด้วยหุ้นที่ได้รับคำแนะนำมาจากเพื่อนในวงการกอล์ฟ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นอกจากนี้ คุณโจยังได้เสริมมุมมองที่น่าสนใจจากเพื่อนชาวออสเตรเลียที่เดินทางมายังประเทศไทย และรู้สึกประหลาดใจที่เห็นพนักงานร้านสะดวกซื้อใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด หรือผู้คนทั่วไปขับรถกระบะที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ซึ่งทำให้ชาวต่างชาติมองว่าคนไทยมีฐานะร่ำรวยมาก ทั้งที่ในความเป็นจริงประเทศออสเตรเลียผู้คนมักจะใช้โทรศัพท์มือถือและรถยนต์คันเดิมยาวนานหลายสิบปี

เปรียบเทียบแนวคิดการเงินไทยกับต่างประเทศ

คุณแคน : เปรียบเทียบเช่นคนสวิตเซอร์แลนด์ คนเยอรมัน คนสิงคโปร์ กับคนไทยหน่อยว่า ความแตกต่างคืออะไร และมีอะไรที่อยากจะฝากให้คนไทยลองปรับปรุงตัวเอง?

คุณแอนนาเบล : คนสวิตเซอร์แลนด์ เขามี Mindset ว่า ความมั่งคั่งอ่ะ มันเท่ากับความปลอดภัย เอาแค่นี้ก่อน แค่นี้ก็ตอบทุกอย่างแล้ว การมีความมั่งคั่งแปลว่า เรามีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่พอตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย เวลาที่เรารวย สิ่งที่มันตามมาคือ ต้องทำให้คนอื่นรู้ว่าเรารวย อันนี้คือกับดักสุดๆ

โดมิโนเอฟเฟกต์จากวิกฤตโลกที่กระทบถึงจานอาหาร

ในประเด็นเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก คุณแอนนาเบลและคุณโจมีความเห็นตรงกันว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของศาสนาหรือการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสงครามแย่งชิงทรัพยากรระหว่างประเทศมหาอำนาจที่อาจลากยาวไปอีก 7-10 ปี โดยภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุดในฐานะผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคการเกษตรและการขนส่งทั่วโลก อย่างก๊าซฮีเลียมที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อการผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงส่วนผสมทางเคมีพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตยารักษาโรคก็จะเกิดภาวะขาดแคลนเช่นเดียวกัน ผลกระทบเหล่านี้จะสะท้อนกลับมายังโต๊ะอาหารของทุกครอบครัวในรูปแบบของต้นทุนที่แพงขึ้นอย่างมหาศาล และเมื่อผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้อีกต่อไป สิ่งที่จะตามมาคือการเลิกจ้างพนักงาน

ในสภาวะที่หนี้ครัวเรือนของไทยสูงถึง 87% หากประชาชนถูกเลิกจ้างในขณะที่ยังมีภาระหนี้สินเท่าเดิม ชีวิตจะเข้าสู่วิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในระดับโลก ก็อาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดความวุ่นวายและสงครามกลางเมืองได้เลยทีเดียว

การเผชิญหน้าความจริงและการจัดการด้านมืดของดอกเบี้ย

การเริ่มต้นแก้ไขปัญหาทางการเงินที่ดีที่สุดตามคำแนะนำของคุณแอนนาเบล คือการกล้าเผชิญหน้ากับความจริงผ่านการตรวจสอบรายการเดินบัญชีของตนเอง เพื่อหาให้พบว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายใดที่จำเป็นจริงๆ และค่าใช้จ่ายใดที่เกิดจากความฟุ่มเฟือย อาทิ มหาเศรษฐีระดับโลกมักจะรู้สถานะทางการเงินของตนเองอย่างทะลุปรุโปร่ง ทั้งรายรับ รายจ่าย และมูลค่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งหมดโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดคำนวณ

สิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการสร้างฐานะคือปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มสภาพคล่อง คุณแอนนาเบลเน้นย้ำว่า การชำระหนี้บัตรเครดิตเพียงขั้นต่ำคือการยืมเงินจากชีวิตในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า และเป็นการเปิดโอกาสให้ดอกเบี้ยทบต้นในอัตราที่สูงถึง 16% ทำงานทำลายล้างความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนที่แม้แต่นักลงทุนมืออาชีพในสวิตเซอร์แลนด์ก็ยังทำได้ยาก

นอกจากนี้ คุณแคนได้สะท้อนว่าตนเองก็เคยเป็นคนที่มุ่งเน้นแต่จะหาทางทำกำไรอย่างรวดเร็วจากการเก็งกำไรในตลาดหุ้นตามกระแสสังคมโดยขาดความรู้ที่แท้จริง ซึ่งคุณแอนนาเบลได้เตือนสติว่า ไม่มีมหาเศรษฐีคนใดในโลกที่ร่ำรวยจากการซื้อขายหุ้นระยะสั้น การเก็งกำไรโดยไม่มีความรู้เป็นเพียงการเดินเข้าบ่อนการพนัน มหาเศรษฐีที่แท้จริงมักจะสร้างความมั่งคั่งจากการทำธุรกิจและการออมเงินอย่างมีวินัย จากนั้นจึงนำเงินไปลงทุนในระยะยาวโดยคาดหวังผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลและให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงที่เลวร้ายที่สุดอยู่เสมอ

กลยุทธ์การปรับตัวและสร้างรากฐานครอบครัวที่แข็งแกร่ง

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นจัดการการเงิน คุณแอนนาเบลแนะนำว่าหากรายได้ไม่เพียงพอ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการพัฒนาทักษะเพื่อหารายได้เพิ่มจากช่องทางอื่นๆ ซึ่งคุณโจได้เสริมว่าในต่างประเทศ การมีงานที่ 2 หรืองานที่ 3 เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติเพื่อรับมือกับความยากลำบากในยุคปัจจุบัน

คุณเคน : ต้องมีอะไรบ้างครับที่เราควรจะต้องมีก่อนที่เราลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ?

คุณแอน : สิ่งแรกเลยที่ต้องมีก่อนคือคุณต้องมีเงินสดสำรอง แล้วคุณต้องมีประกัน ประกันก็มี 2 อย่างคือ ประกันชีวิตกับประกันสุขภาพ

คุณเคน : จำเป็นจะต้องมีทุนสำรองก่อนกี่เดือน?

คุณแอน : ทุนสำรองถ้าเกิดว่าเป็นยุคนี้ แอนบอกเลย 3 เดือนไม่รอดค่ะ คุณต้องนึกภาพเลยว่า “ถ้าวันนี้โดนเลย์ออฟ แล้วฉันอายุ 45 ปี โอกาสที่จะได้งานใหม่ มันเยอะหรือมันน้อย” เพราะฉะนั้น 6 เดือนนี่คือขั้นต่ำที่ทุกคนต้องมี แล้วพอมีสิ่งนี้ มีประกันชีวิตก็จะเริ่มมั่นคง แล้วถึงไปเริ่มต้นลงทุน

นอกจากระดับบุคคลแล้ว การบริหารเงินในระดับครอบครัวก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน คุณแอนนาเบลเล่าว่าในสังคมสวิตเซอร์แลนด์ คู่เดทมักจะพูดคุยเรื่องสถานะทางการเงินและหนี้สินกันอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่การออกเดทครั้งที่ 3 เพื่อค้นหาคู่ชีวิตที่มีทัศนคติทางการเงินที่สอดคล้องกัน และที่สำคัญ ผู้หญิงควรมีความภาคภูมิใจด้วยการมีรายได้และเงินเก็บเป็นของตนเอง โดยไม่พึ่งพาฝ่ายชายเพียงอย่างเดียว

คุณเคน : การคุยเรื่องการเงินในครอบครัว หลายครอบครัวไม่กล้าคุย ตรงนี้เราควรจะทำยังไงดี ควรจะปรับ Mindset ยังไง หรือมีวิธียังไง?

คุณแอน : เรื่องนี้คือ The must ในครอบครัวที่ต้องคุยกัน เพราะว่ามนุษย์สองคน เติบโตมาจากพื้นฐานการเงินคนละเรื่อง แล้ววันนี้ต้องมาอยู่บ้านเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันจะต้องจูนกันจริงๆ แยกกระเป๋าได้ควรแยก

ส่วนประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันในสังคมยุคนี้ คือการศึกษาบุตร การพยายามส่งลูกเข้าโรงเรียนนานาชาติด้วยความเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอาจกลายเป็นกับดักทางการเงิน หากครอบครัวไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายแฝงทางสังคมและวิถีชีวิตที่หรูหราของเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้ ซึ่งจะสร้างความเครียดอย่างมหาศาลให้กับทั้งพ่อแม่และเด็กในระยะยาว โดยคุณโจได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวที่ตัดสินใจเลือกโรงเรียนหลักสูตรไทยที่มีสังคมเหมาะสมให้กับบุตร เพื่อนำเงินส่วนต่างไปสร้างเงินออมสำรองก้อนใหญ่สำหรับรองรับความไม่แน่นอนในอนาคตแทน

การรู้เท่าทันและเข้าใจความหมายที่แท้จริงของเงิน จึงเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้ทุกคนรอดพ้นจากวิกฤตและสามารถสร้างอิสรภาพในชีวิตได้อย่างแท้จริง