ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน สะท้อนรัฐบาลหมดทางเลือก แต่จำเป็นต้องทำ
พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน สะท้อนรัฐบาลหมดทางเลือก แต่จำเป็น

ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน สะท้อนรัฐบาลหมดทางเลือก แต่จำเป็นต้องทำ!

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความเห็นต่อกรณีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 500,000 ล้านบาทของรัฐบาล ว่า ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างหมดทางเลือก เนื่องจากประเทศไทยมีผู้เสียภาษีเงินได้เพียง 4 ล้านคนจากประชากร 67 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น้อยมาก โดยกลุ่มคน 4 ล้านคนนี้ ส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ไม่สามารถเลี่ยงภาษีได้ และต้องแบกรับภาระในการสนับสนุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐ นอกเหนือจากการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีนิติบุคคล และภาษีนำเข้า

ทั้งนี้ ในสภาวะที่รายได้ประชาชนลดลง ค่าครองชีพสูงขึ้น และเศรษฐกิจเติบโตเพียง 1% กว่าๆ ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ทำให้มีความกังวลว่าประเทศไทยอาจเผชิญกับภาวะ Stagflation การออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว จึงมองว่าเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาชั่วคราวเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน แต่ในทางกลับกันก็เป็นการสร้างหนี้สาธารณะให้กับประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายก้องเกียรติ ระบุว่า หากในอนาคตเศรษฐกิจฟื้นตัว รัฐบาลจำเป็นต้องมีโครงการขนาดใหญ่ที่สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนและจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น พร้อมเสนอให้พิจารณาการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากปัจจุบันที่ 7% เนื่องจากไทยมีอัตรา VAT ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยควรเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการปรับขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชน ซึ่งรูปแบบของ VAT คือผู้ที่ใช้มากจ่ายมาก ผู้ใช้น้อยจ่ายน้อย ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น ผัก ผลไม้ ไม่ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว แต่ผู้ที่นิยมสินค้าฟุ่มเฟือยจะต้องเป็นผู้แบกรับภาษีส่วนนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างภาษีให้มีความชัดเจน 100% โดยต้องมีระยะเวลาเตรียมตัว (Phase in Phase out) และควรมีการสังคายนากฎหมายและระเบียบราชการที่ซ้ำซ้อน ไม่ใช่การออกกฎหมายใหม่ทับซ้อนของเก่าจนเกิดความซับซ้อน

นายก้องเกียรติยังได้ฝากประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบราชการไปถึงรัฐบาล โดยระบุว่า ควรลดงบประมาณการสร้างตึกและหันมาใช้เทคโนโลยี AI หรือโทรศัพท์มือถือในการทำงานมากขึ้น เช่นเดียวกับในต่างประเทศ อย่างกรณีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ลดจำนวนข้าราชการ หรือเวียดนามที่ยุบรวมจังหวัดเพื่อลดความซ้ำซ้อน รวมถึงเสนอให้ข้าราชการปรับรูปแบบการทำงานแบบสลับวันหยุดเพื่อให้สามารถบริการประชาชนในวันเสาร์-อาทิตย์ได้ เพื่อลดภาระของภาคเอกชนในการลางานมาติดต่องานราชการ ซึ่งจะช่วยเพิ่ม Productivity ให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนประเด็นที่ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่น่าเซอร์ไพรส์และสร้างความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง แต่ในระยะข้างหน้ายังมีความกังวลเรื่องการขยายเพดานหนี้และการกู้เงินเพิ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทำให้ภาพรวมเชิงบวกอาจจะยังมีน้ำหนักไม่มากนัก

ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ยังคงประมาณการการเติบโตของ GDP ไว้ที่ระดับ 1.5 - 1.6% ตามเดิม