บล.เอเซีย พลัส ชี้หุ้นโลกโหมด Risk On เมินสงครามพุ่งทำนิวไฮ
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า นักลงทุนเริ่มมีภาวะ "ชินชา" กับประเด็นความไม่สงบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แม้การเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศจะล้มเหลวในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ส่งผลให้อิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ และดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และ BRENT ขยับขึ้นไปแตะ 95 และ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามลำดับ แต่ความผันผวนของราคาดูน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงแรกของการทำสงคราม
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้ จับตาหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการประชุมธนาคารกลาง ทั้ง ธนาคารกลางแคนาดา (BOC), ยุโรป (ECB), อังกฤษ (BOE) และญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งคาดว่ามีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้ เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่มาจากสงครามและดันให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น
รวมถึงการประกาศผลประกอบการกลุ่มบิ๊กเทคฯ นำโดย META, AMAZON, ALPHABET และ MICROSOFT ข้อมูลในอดีตชี้ว่า หุ้นกลุ่ม Software มักถูกเทขายหลังประกาศงบจากความกังวลเรื่องต้นทุนการลงทุน AI ขณะที่กลุ่ม Hardware & Semiconductor มักปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการชิปและหน่วยความจำ
นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 1/2569 ของสหรัฐฯ ตลาดคาดว่าจะขยายตัวถึง 2.1% QoQ ซึ่งสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ 0.5% สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นตัวแปรทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไป
กลยุทธ์การลงทุน เน้นหุ้นผันผวนต่ำ ชู BEM-BBL-SCGP นำทีม
บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวน ให้เน้นสะสมหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ ได้แก่ BBL, BEM และ BDMS รวมถึงหุ้นที่ราคายัง Laggard จากบริษัทแม่หลังช่วงสงกรานต์กว่า 30% อย่าง DELTA และเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่กำลังทยอยออกมา เช่น CPAXT, CBG, SAPPE, WHA, AMATA, CK และ STECON โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวันคือ BEM, BBL และ SCGP
ทั้งนี้ นักลงทุนควรจับตารัฐบาลที่เตรียมกู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้วิกฤต GDP ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาครัฐและการบริโภค



