ครม.รับทราบความคืบหน้าแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย เดินหน้าตรวจน้ำ-ดูแลสุขภาพประชาชน
วันนี้ (17 มีนาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน กรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย จากประเทศเมียนมา ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
สาเหตุและผลกระทบจากมลพิษข้ามแดน
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รายงานว่า สถานการณ์การปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น สาเหตุหลักมาจากการทำเหมืองแร่ทองคำและแร่แรร์เอิร์ธบริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอาจมีการใช้สารเคมีอันตรายในกระบวนการผลิต ส่งผลให้ดินและกากแร่ปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม และปรอท ไหลลงสู่ลำน้ำสายหลักและเข้าสู่ประเทศไทย กระทบต่อคุณภาพน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างรุนแรง
มาตรการเร่งด่วนของภาครัฐ
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า จากการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ และหน่วยงานอื่นๆ สรุปผลการดำเนินงานในภาพรวมว่า ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- ด้านการติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม: กรมควบคุมมลพิษกำหนดแผนตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และพื้นที่เกี่ยวข้อง โดยตรวจวัดโลหะหนักในน้ำเดือนละ 2 ครั้ง เก็บตัวอย่างตะกอนดินเดือนละ 1 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 พร้อมเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารความเสี่ยงแก่ประชาชน รวมถึงให้บริการตรวจวัดสารหนูด้วยชุดทดสอบเบื้องต้น
- ด้านสาธารณสุข: กระทรวงสาธารณสุขเฝ้าระวังและคัดกรองผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยกรมควบคุมโรคจัดทำแผนตรวจสุขภาพและคัดกรองความเสี่ยง พร้อมพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุกในพื้นที่ ขณะที่กรมอนามัยได้ตรวจคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านในพื้นที่ริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย พบว่าหลายพื้นที่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และได้แจ้งผลการตรวจพร้อมให้คำแนะนำการใช้น้ำแก่ประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ด้านการจัดหาน้ำสะอาด: การประปาส่วนภูมิภาคและหน่วยงานในพื้นที่เร่งเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดิบและน้ำประปา รวมถึงแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมทั้งวางแผนพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว
- ด้านผลกระทบต่อภาคเกษตรและประมง: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยกรมการข้าว กรมประมง และกรมส่งเสริมการเกษตร ตรวจสอบคุณภาพตะกอนดิน สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ผลการตรวจสอบที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานอาหารตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
การฟื้นฟูและความร่วมมือระหว่างประเทศ
ด้านการฟื้นฟูและสนับสนุนงบประมาณ กรมควบคุมมลพิษเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลาง รวมถึงตั้งงบประมาณเฉพาะสำหรับปี 2569-2570 เพื่อดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน และเห็นชอบแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำรวม 14 โครงการ วงเงินงบประมาณ 188.36 ล้านบาท เพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณต่อไป
ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ไทยได้หารือกับฝ่ายเมียนมาทั้งในระดับเทคนิคและระดับรัฐต่อรัฐ โดยมีการประชุมหารือร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก และเห็นพ้องให้จัดตั้งคณะทำงานด้านวิชาการร่วมระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และพิจารณาความเป็นไปได้ในการลงพื้นที่สำรวจร่วมกันบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนออย่างเป็นทางการไปยังฝ่ายเมียนมา
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสุขภาพประชาชน
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิทธิของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน โดยเดินหน้าตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ดูแลสุขภาพประชาชน จัดหาน้ำสะอาด ติดตามผลกระทบต่อภาคเกษตรและประมง ตลอดจนประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน



