เปิดไทม์ไลน์ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก 77 จังหวัดปี 2569 พร้อมวิเคราะห์คลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรง
กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เผยแพร่ไทม์ไลน์วันและเวลาดวงอาทิตย์ตั้งฉาก 77 จังหวัดของประเทศไทย ทั้ง 2 ครั้งในปี 2569 โดยเริ่มตั้งฉากครั้งแรกทางใต้สุดในวันที่ 4 เมษายน 2569 ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เวลาประมาณ 12.19 น. จากนั้นตำแหน่งดวงอาทิตย์จะค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นไปทางเหนือ ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นไล่ลำดับในแต่ละพื้นที่ของประเทศ จนไปสิ้นสุดที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 12.17 น. หลังจากนั้น และครั้งที่ 2 จะเริ่มจากพื้นที่ทางเหนือ แล้วไล่ลำดับลงมาทางใต้ จนสิ้นสุดที่ทางใต้สุดของประเทศในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน
สภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง อุณหภูมิแตะระดับสูงสุดในหลายพื้นที่
ฤดูร้อนของปี 2569 เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และคาดว่าจะยาวไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม โดยภาพรวมอุณหภูมิมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง มีการคาดการณ์ว่าความร้อนปีนี้จะรุนแรงกว่าปี 2568 ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก มีโอกาสเผชิญอุณหภูมิสูงเกิน 42 องศาเซลเซียส ลักษณะอากาศในช่วงฤดูร้อนปีนี้จะมีความร้อนอบอ้าวเป็นระยะ สลับกับจะมีฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ในบางช่วง ซึ่งจะช่วยคลายความร้อนลงได้ และจะมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ในบางวัน
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยบริเวณประเทศไทยตอนบนอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าปกติที่ 35.4 องศาเซลเซียส ขณะที่ปริมาณฝนรวมเฉลี่ยจะต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 30-40 หากย้อนตรวจสอบข้อมูลอุณหภูมิในช่วงระหว่างวันที่ 20-26 มีนาคมที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าหลายพื้นที่ของไทยตอนบนเผชิญกับสภาพอากาศร้อนถึงร้อนจัดต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิสูงสุดในบางพื้นที่แตะระดับ 39–41 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน
ข้อมูลรายวันสะท้อนภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างต่อเนื่อง
- วันที่ 20 มีนาคม: วัดอุณหภูมิสูงสุดได้ 40.0 องศาเซลเซียส ที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วัดได้ 36.5 องศาเซลเซียส ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
- วันที่ 21 มีนาคม: อุณหภูมิสูงสุดวัดได้ 39.5 องศาเซลเซียส ที่ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล วัดได้ 37.0 องศาเซลเซียส ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
- วันที่ 22 มีนาคม: อุณหภูมิยังคงอยู่ในระดับสูง โดยวัดได้ 39.7 องศาเซลเซียส ที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วัดได้ 38.0 องศาเซลเซียส ที่อำเภอคลองหลวง
- วันที่ 24 มีนาคม: อุณหภูมิสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 40.8 องศาเซลเซียส ที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล วัดได้ 38.0 องศาเซลเซียส ที่อำเภอคลองหลวง
- วันที่ 25 มีนาคม: ความร้อนยังคงทวีความรุนแรง โดยอุณหภูมิสูงสุดวัดได้ 41.1 องศาเซลเซียส ที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วัดได้ 38.5 องศาเซลเซียส ที่อำเภอคลองหลวง
- วันที่ 26 มีนาคม: อุณหภูมิสูงสุดของประเทศวัดได้ถึง 41.4 องศาเซลเซียส ที่อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล วัดได้ 38.5 องศาเซลเซียส ที่อำเภอคลองหลวง
แนวโน้มอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงพีคของฤดูร้อน ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม ต่อเนื่องไปถึงเดือนเมษายน ดังนั้น ประชาชนควรติดตามประกาศเตือนสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่อาจรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งมักเป็นช่วงที่อุณหภูมิของประเทศไทยแตะระดับสูงสุดของปี
ปัจจัยเบื้องหลังอากาศร้อนผิดปกติในช่วงปี 2566 – 2568
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลายพื้นที่ของโลก รวมถึงประเทศไทย ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดต่อเนื่อง อากาศร้อนผิดปกติในช่วงปี 2566 – 2568 ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยทางภูมิอากาศที่เกิดขึ้นพร้อมกัน กรมอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2566 – 2568 เป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ไม่ถือว่ารุนแรงที่สุด
อย่างไรก็ตาม นอกจากเอลนีโญแล้ว ความร้อนที่เพิ่มขึ้นของบรรยากาศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยังมีความเชื่อมโยงกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเล (Sea Surface Temperature: SST) ขณะเดียวกัน ในปี 2567 และ 2568 การเปลี่ยนผ่านจากเอลนีโญไปสู่สภาวะเป็นกลางเกิดขึ้นช้ากว่าปกติและเปลี่ยนสู่ลานีญาแบบอ่อน ด้วยเหตุนี้ 3 ปีที่ผ่านมา จึงร้อนผิดปกติจาก 2 ปัจจัยหลักได้แก่ ภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เร่งตัวขึ้น และอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงเป็นพิเศษ เมื่อพิจารณาภาพรวม จึงพบว่าอุณหภูมิที่สูงผิดปกติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเกิดจากปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ ภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เร่งตัวขึ้น และอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงเป็นพิเศษ
ความหมายของปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก
นอกจากปัจจัยด้านภูมิอากาศแล้ว ในช่วงฤดูร้อนของไทยยังมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่มักถูกพูดถึง นั่นคือ "ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก" เป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ตรงศีรษะพอดี ทำให้วัตถุที่อยู่กลางแจ้งดูเสมือนไร้เงา สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ระบุว่า ในปี 2569 ดวงอาทิตย์จะเริ่มตั้งฉากครั้งแรกที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ในวันที่ 4 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 12.19 น. ทั้งนี้ อาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุดของปี ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ในช่วงวันและเวลาที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก หากยืนอยู่กลางแจ้งหรือสังเกตวัตถุที่ตั้งอยู่กลางแดด จะเห็นว่าเงาของวัตถุจะตกอยู่ใต้ฐานพอดี จนดูเหมือนว่าวัตถุนั้น "ไม่มีเงา" อย่างไรก็ตาม แม้ว่าดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลกส่งผลให้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่อุณหภูมิจะสูงที่สุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสม ฯลฯ ที่อาจส่งผลต่ออุณหภูมิ ดังนั้นจึงอาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุดของปี
โลกมีลักษณะเป็นทรงกลม และมีแกนหมุนเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศากับแกนตั้งฉากระนาบวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้มุมในการรับแสงของดวงอาทิตย์ในแต่ละพื้นที่ของโลกแตกต่างกัน ส่งผลให้ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ของโลก แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะประเทศบริเวณเขตร้อน ซึ่งอยู่ระหว่างละติจูด 23.5 องศาเหนือ หรือเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ (Tropic of Cancer) ขอบเขตเหนือสุดที่ดวงอาทิตย์สามารถตั้งฉากเหนือศีรษะได้ ไปจนถึงละติจูด 23.5 องศาใต้ หรือเส้นทรอปิกออฟแคปริคอร์น (Tropic of Capricorn) ขอบเขตใต้สุดที่ดวงอาทิตย์สามารถตั้งฉากเหนือศีรษะ โดยตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากจะเปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกในรอบ 1 ปี
สำหรับประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนระหว่างแนวละติจูด 5-20 องศาเหนือ ส่งผลให้ในหนึ่งปี ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะ หรือตั้งฉากกับพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และครั้งที่ 2 ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ซึ่งวันและเวลาที่เกิดปรากฏการณ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของผู้สังเกตบนโลก ทำให้แต่ละจังหวัดของประเทศไทยมีช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่พร้อมกัน
อ้างอิงข้อมูล : กรมอุตุนิยมวิทยา, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)



