นิวสกายฯ ทุ่ม 6,000 ล้าน สร้างโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า รองรับขยะ 24,000 ตันในกทม.
นิวสกายฯ ทุ่ม 6,000 ล้าน สร้างโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า (21.03.2026)

นิวสกายฯ ทุ่มงบ 6,000 ล้านบาท สร้างโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า รองรับขยะกว่า 24,000 ตันในกทม.

บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ลงทุนมหาศาลกว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ในเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร โครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการจัดการปัญหาขยะมูลฝอยที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณขยะที่ต้องจัดเก็บประมาณ 10,000 ตันต่อวัน โดยจะเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ความคืบหน้าและขีดความสามารถของโครงการ

นายเหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การก่อสร้างโครงการมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% และกำลังเตรียมทดสอบระบบรับขยะในวันที่ 20 มีนาคม 2569 โครงการเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 และมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 1,000 วัน

โรงงานแห่งนี้มีขีดความสามารถในการกำจัดขยะไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน และรองรับสูงสุดได้ถึง 1,600 ตันต่อวัน โดยบ่อรับขยะระบบปิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สามารถรองรับขยะได้สูงถึง 24,000 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณขยะของกรุงเทพมหานครได้นานถึง 2 วันครึ่ง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อควบคุมมลพิษและกลิ่น

โครงการนำเทคโนโลยีห้องบ่อพักขยะแรงดันลบ (Negative Pressure System) มาใช้ โดยออกแบบให้ภายในอาคารบ่อพักขยะมีความดันอากาศต่ำกว่าภายนอก ทำให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่ภายในตลอดเวลา กลิ่นจากขยะจึงไม่สามารถรั่วไหลออกสู่ภายนอกได้ อากาศและกลิ่นภายในบ่อจะถูกสูบเข้าสู่ระบบเตาเผาเพื่อใช้เป็นออกซิเจนในกระบวนการเผาไหม้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งเครื่อง E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์และวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ กระบวนการเทขยะทั้งหมดเกิดขึ้นในอาคารปิด โดยประตูเทขยะ 9 บาน จะเปิดทีละแค่ 2 บานเมื่อรถขยะมาเท เพื่อรักษาระบบดูดอากาศภายในบ่อให้เป็นความดันลบอยู่เสมอ

กระบวนการเผาไหม้และการผลิตไฟฟ้า

ระบบกำจัดขยะใช้เทคโนโลยีเตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) โดยเตาเผาจะค่อยๆ เลื่อนขยะลงมา พร้อมกับใช้ลมร้อนอุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียสเป่าขยะประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อไล่ความชื้นให้เหลือ 8-12% ก่อนเข้าสู่จุดที่เจอไฟตรงกลางเตา ซึ่งควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 850–1,100 องศาเซลเซียส ความร้อนระดับนี้สามารถกำจัดกลิ่นและสลายโมเลกุลของไดออกซินได้

การเผาไหม้สามารถลดน้ำหนักขยะได้ถึง 85% และลดปริมาตรเหลือเป็นเถ้าต่ำกว่า 8% ความร้อนที่ได้จะนำไปต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง เพื่อหมุนกังหันไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 30 เมกะวัตต์ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้ประมาณ 13–14% จะถูกนำมาใช้ภายในโรงงาน ส่วนที่เหลือจะส่งออกจำหน่ายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

มาตรการจัดการมลพิษทางอากาศ

เพื่อป้องกันมลพิษ โครงการใช้ระบบลดอุณหภูมิไอเสียอย่างรวดเร็วให้ต่ำกว่า 300 องศาเซลเซียสในเสี้ยววินาที จากนั้นก๊าซจะถูกดักจับไอกรดด้วยน้ำปูนขาว และดักจับโลหะหนักด้วยถ่านกัมมันต์ ก่อนผ่านเข้าสู่เครื่องดักฝุ่นแบบถุงกรอง (Bag Filter) ที่ผลิตด้วยเส้นใยไฟเบอร์พิเศษ สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก 0.1 ไมครอนได้ถึง 99.9%

โครงการยังติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษออนไลน์ (CEM) ไว้ที่ปลายปล่องเพื่อรายงานผลต่อเนื่องให้ประชาชนตรวจสอบได้ตลอดเวลา โดยมาตรฐานมลพิษทางอากาศของโรงงานถูกกำหนดให้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปอีก 15%

รูปแบบการลงทุนและผลประโยชน์

โครงการนี้ดำเนินงานภายใต้รูปแบบเอกชนร่วมลงทุน (BOT) โดยบริษัทลงทุนก่อสร้างเองมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท โครงสร้างรายได้มาจาก 2 ส่วน คือ ค่ากำจัดขยะจากกรุงเทพมหานครในอัตรา 789 บาทต่อตัน และรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผ่านระบบของการไฟฟ้านครหลวง ซึ่งได้รับอัตราสนับสนุน 3.66 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 20 ปี เมื่อครบสัญญา 20 ปี บริษัทจะต้องมอบกรรมสิทธิ์โรงงานทั้งหมดให้แก่กรุงเทพมหานคร

นายเหอ หนิง กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวน

การมีส่วนร่วมของชุมชนและอนาคต

โครงการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยได้จัดประชุมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้าใจและรับฟังข้อเสนอแนะ อีกทั้งยังมีการจ้างงานคนในพื้นที่มาเป็นเจ้าหน้าที่ชุมชนสัมพันธ์ (CSR) เพื่อประสานงานและแก้ไขปัญหาร้องเรียนอย่างรวดเร็ว

ความไว้วางใจจากชุมชนสะท้อนให้เห็นจากโรงงานหนองแขม ซึ่งปัจจุบันมีโครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับพรีเมียมเข้ามาสร้างโครงการติดกับพื้นที่โรงงานในระยะห่างไม่ถึง 300 เมตร เมื่อรวมทั้ง 3 โรงงานของบริษัท (อ่อนนุช หนองแขม และหนองแขม 2) จะสามารถรองรับขยะได้ถึง 3,700 ตันต่อวัน

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าและย้ำถึงความสำคัญของโครงการในการลดการฝังกลบขยะแบบเดิมและเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานอย่างยั่งยืน