นิวสกายฯ ทุ่มงบ 6,000 ล้านบาท สร้างโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า รองรับขยะกว่า 24,000 ตันในกทม.
บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ลงทุนมหาศาลกว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ในเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร โครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการจัดการปัญหาขยะมูลฝอยที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณขยะที่ต้องจัดเก็บประมาณ 10,000 ตันต่อวัน โดยจะเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ความคืบหน้าและขีดความสามารถของโครงการ
นายเหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การก่อสร้างโครงการมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% และกำลังเตรียมทดสอบระบบรับขยะในวันที่ 20 มีนาคม 2569 โครงการเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 และมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 1,000 วัน
โรงงานแห่งนี้มีขีดความสามารถในการกำจัดขยะไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน และรองรับสูงสุดได้ถึง 1,600 ตันต่อวัน โดยบ่อรับขยะระบบปิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สามารถรองรับขยะได้สูงถึง 24,000 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณขยะของกรุงเทพมหานครได้นานถึง 2 วันครึ่ง
เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อควบคุมมลพิษและกลิ่น
โครงการนำเทคโนโลยีห้องบ่อพักขยะแรงดันลบ (Negative Pressure System) มาใช้ โดยออกแบบให้ภายในอาคารบ่อพักขยะมีความดันอากาศต่ำกว่าภายนอก ทำให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่ภายในตลอดเวลา กลิ่นจากขยะจึงไม่สามารถรั่วไหลออกสู่ภายนอกได้ อากาศและกลิ่นภายในบ่อจะถูกสูบเข้าสู่ระบบเตาเผาเพื่อใช้เป็นออกซิเจนในกระบวนการเผาไหม้
นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งเครื่อง E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์และวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ กระบวนการเทขยะทั้งหมดเกิดขึ้นในอาคารปิด โดยประตูเทขยะ 9 บาน จะเปิดทีละแค่ 2 บานเมื่อรถขยะมาเท เพื่อรักษาระบบดูดอากาศภายในบ่อให้เป็นความดันลบอยู่เสมอ
กระบวนการเผาไหม้และการผลิตไฟฟ้า
ระบบกำจัดขยะใช้เทคโนโลยีเตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) โดยเตาเผาจะค่อยๆ เลื่อนขยะลงมา พร้อมกับใช้ลมร้อนอุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียสเป่าขยะประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อไล่ความชื้นให้เหลือ 8-12% ก่อนเข้าสู่จุดที่เจอไฟตรงกลางเตา ซึ่งควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 850–1,100 องศาเซลเซียส ความร้อนระดับนี้สามารถกำจัดกลิ่นและสลายโมเลกุลของไดออกซินได้
การเผาไหม้สามารถลดน้ำหนักขยะได้ถึง 85% และลดปริมาตรเหลือเป็นเถ้าต่ำกว่า 8% ความร้อนที่ได้จะนำไปต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง เพื่อหมุนกังหันไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 30 เมกะวัตต์ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้ประมาณ 13–14% จะถูกนำมาใช้ภายในโรงงาน ส่วนที่เหลือจะส่งออกจำหน่ายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
มาตรการจัดการมลพิษทางอากาศ
เพื่อป้องกันมลพิษ โครงการใช้ระบบลดอุณหภูมิไอเสียอย่างรวดเร็วให้ต่ำกว่า 300 องศาเซลเซียสในเสี้ยววินาที จากนั้นก๊าซจะถูกดักจับไอกรดด้วยน้ำปูนขาว และดักจับโลหะหนักด้วยถ่านกัมมันต์ ก่อนผ่านเข้าสู่เครื่องดักฝุ่นแบบถุงกรอง (Bag Filter) ที่ผลิตด้วยเส้นใยไฟเบอร์พิเศษ สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก 0.1 ไมครอนได้ถึง 99.9%
โครงการยังติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษออนไลน์ (CEM) ไว้ที่ปลายปล่องเพื่อรายงานผลต่อเนื่องให้ประชาชนตรวจสอบได้ตลอดเวลา โดยมาตรฐานมลพิษทางอากาศของโรงงานถูกกำหนดให้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปอีก 15%
รูปแบบการลงทุนและผลประโยชน์
โครงการนี้ดำเนินงานภายใต้รูปแบบเอกชนร่วมลงทุน (BOT) โดยบริษัทลงทุนก่อสร้างเองมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท โครงสร้างรายได้มาจาก 2 ส่วน คือ ค่ากำจัดขยะจากกรุงเทพมหานครในอัตรา 789 บาทต่อตัน และรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผ่านระบบของการไฟฟ้านครหลวง ซึ่งได้รับอัตราสนับสนุน 3.66 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 20 ปี เมื่อครบสัญญา 20 ปี บริษัทจะต้องมอบกรรมสิทธิ์โรงงานทั้งหมดให้แก่กรุงเทพมหานคร
นายเหอ หนิง กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวน
การมีส่วนร่วมของชุมชนและอนาคต
โครงการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยได้จัดประชุมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้าใจและรับฟังข้อเสนอแนะ อีกทั้งยังมีการจ้างงานคนในพื้นที่มาเป็นเจ้าหน้าที่ชุมชนสัมพันธ์ (CSR) เพื่อประสานงานและแก้ไขปัญหาร้องเรียนอย่างรวดเร็ว
ความไว้วางใจจากชุมชนสะท้อนให้เห็นจากโรงงานหนองแขม ซึ่งปัจจุบันมีโครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับพรีเมียมเข้ามาสร้างโครงการติดกับพื้นที่โรงงานในระยะห่างไม่ถึง 300 เมตร เมื่อรวมทั้ง 3 โรงงานของบริษัท (อ่อนนุช หนองแขม และหนองแขม 2) จะสามารถรองรับขยะได้ถึง 3,700 ตันต่อวัน
นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าและย้ำถึงความสำคัญของโครงการในการลดการฝังกลบขยะแบบเดิมและเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานอย่างยั่งยืน



