สมาคมแม่น้ำชี้นโยบายพื้นที่ชุ่มน้ำต้องยึดมติครม.ปี 2540 ป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม
นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตได้ออกมาเน้นย้ำว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำทุกแห่งควรยึดถือมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2540 อย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน ในขณะที่ข้อมูลจากกรมชลประทานเปิดเผยว่าได้ทำหนังสือสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพบว่าไม่จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการขุดลอกเวียงหนองหล่ม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในเขตป่าหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ความเข้าใจคุณค่าพื้นที่ชุ่มน้ำยังมีจำกัด
สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวในสัมภาษณ์พิเศษกับไทยพีบีเอสภาคเหนือว่า สิ่งแรกที่ต้องตระหนักในการพัฒนาโครงการใดๆ ในพื้นที่ชุ่มน้ำคือความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะระบบนิเวศน้ำท่วมถึง เขาชี้ว่าหน่วยงานและสังคมไทยยังมีความเข้าใจน้อยมาก มักมองว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพื้นที่ชุ่มน้ำมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความสมดุลทางธรรมชาติ
โครงการพัฒนาต่างๆ ที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา มักเกิดจากการขาดข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำในอดีต สมเกียรติย้ำว่าการขุดลอกเวียงหนองหล่มถือเป็นการละเลยแนวทางการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้มติคณะรัฐมนตรีปี 2540 ที่เล็งเห็นคุณค่าของพื้นที่ชุ่มน้ำและวิถีชีวิตของผู้คนที่พึ่งพาพื้นที่ดังกล่าว
การขุดลอกพื้นที่ชุ่มน้ำต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่?
สมเกียรติอธิบายถึงความเข้าใจผิดที่แพร่หลายว่าโครงการขนาดใหญ่จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเฉพาะในพื้นที่ป่าตามกฎหมายป่าอนุรักษ์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงพื้นที่ชุ่มน้ำมีคุณค่าสูง แม้จะไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขกฎหมายการอนุรักษ์โดยตรง แต่ก็อยู่ภายใต้ข้อตกลงอนุสัญญาแรมซาร์ ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการปกป้องสภาพนิเวศและยับยั้งการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก
ประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามมติครม.ปี 2540 สมเกียรติเสนอว่าควรมีการทบทวนนโยบายการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในอนาคต โดยกำหนดเงื่อนไขการพัฒนาภายใต้หลักการของการใช้ประโยชน์และการดูแลรักษาอย่างยั่งยืน
บทเรียนสำคัญจากโครงการขุดลอกเวียงหนองหล่ม
ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่มได้ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพกลายเป็นแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นแทนที่จะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ สมเกียรติแสดงความหวังว่าอนาคตจะต้องมีแผนฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำตามมา หากไม่มีการฟื้นฟู เวียงหนองหล่มอาจสูญเสียสภาพความเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำไปอย่างถาวร
ข้อมูลจากกรมชลประทานระบุว่าโครงการพัฒนาเวียงหนองหล่มพร้อมอาคารประกอบในตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย มีความเป็นมาในฐานะแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ 14,091 ไร่ ครอบคลุม 4 ตำบลในอำเภอแม่จันและอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีพื้นที่รับน้ำฝน 187 ตารางกิโลเมตร และปริมาณน้ำเฉลี่ยต่อปี 72 ล้านลูกบาศก์เมตร
ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นคือการสะสมของตะกอนดินและวัชพืชที่ปกคลุมบริเวณกว้าง ส่งผลให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กรมชลประทานจึงได้จัดประชุมร่วมกับคณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย เพื่อพิจารณากรอบดำเนินงาน
แผนแม่บทและกิจกรรมหลักของโครงการ
โครงการพัฒนาเวียงหนองหล่มพร้อมอาคารประกอบมีแผนดำเนินการระหว่างปี 2565 ถึง 2568 ด้วยงบประมาณ 886.50 ล้านบาท กิจกรรมหลักประกอบด้วย:
- การขุดลอกตะกอนดินในพื้นที่ 2,000 ไร่ ด้วยปริมาณดินขุด 12 ล้านลูกบาศก์เมตร
- การก่อสร้างอาคารระบายน้ำจำนวน 2 แห่ง
- การก่อสร้างฝายทดน้ำพร้อมระบบส่งน้ำความยาว 11 กิโลเมตร
- การขุดลอกแม่น้ำลัวความยาว 16.2 กิโลเมตร
- การสร้างอาคารอัดน้ำกลางคลองและอาคารประกอบ
- การก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและท่อลอดถนนจำนวน 8 แห่ง
เอกสารโครงการระบุถึงหนังสือเลขที่ ผสล.บก.2030 ลงวันที่ 20 กันยายน 2564 ที่แจ้งตรวจสอบสถานะด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการแก้มลิงเวียงหนองหล่ม โดยชี้ว่าพื้นที่มิได้ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1A หรือ 1B จึงไม่จำเป็นต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ความเป็นมาของแผนพัฒนาที่ครอบคลุมหลายมิติ
โครงการเวียงหนองหล่มเริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 โดยมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีข้อสั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและจังหวัดเชียงรายร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาให้ครอบคลุมทุกมิติ ในปี 2564 ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและลำคลอง ซึ่งคณะทำงานได้กำหนดแผนอนุรักษ์ พัฒนา และฟื้นฟูจำนวน 5 ด้าน 39 โครงการ ด้วยงบประมาณ 3,024 ล้านบาท
คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนขนาดใหญ่และโครงการสำคัญมีมติเห็นชอบกรอบแผนพัฒนาด้านทรัพยากรน้ำเป็นโครงการสำคัญ โดยเร่งรัดจัดทำกรอบแผนให้ครอบคลุมสมบูรณ์ทุกมิติก่อนเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อเสนอผ่านคณะรัฐมนตรี โครงการไม่ผ่านมติ และกรมชลประทานได้เสนองบประมาณตรง ทำให้โครงการเหลือเพียงด้านการขุดลอกและพัฒนาระบบส่งน้ำ โดยขาดด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ
นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับแผนการพัฒนาในพื้นที่ชุ่มน้ำที่อาจขาดแผนรอบด้านในการพัฒนาและการอนุรักษ์ไปพร้อมกัน พื้นที่รอบเวียงหนองหล่มไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเมืองก่อนยุคล้านนา มีแหล่งโบราณสถานโดยรอบมากกว่า 77 แหล่ง ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ



