สุขภาพกายดี แผลหายไว ไม่ติดเชื้อ! ขั้นตอนล้างแผลที่ถูกต้อง ลดอักเสบ-โอกาสเป็นหนอง
โดย สยามโพสต์24 เผยแพร่: 2 มีนาคม 2569 การดูแลรักษาแผลอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้แผลหายเร็ว ลดโอกาสติดเชื้อ และป้องกันการเกิดแผลเป็น การเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อและวัสดุปิดแผลให้เหมาะสมกับชนิดและลักษณะของแผล รวมถึงการปฏิบัติตามขั้นตอนล้างแผลที่ถูกต้อง ล้วนมีส่วนช่วยให้สุขภาพกายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ขั้นตอนการล้างแผลอย่างถูกวิธี
การล้างแผลอย่างถูกวิธีมีส่วนอย่างมากในการทำให้แผลหายดี หายไว และไม่ติดเชื้อง่าย ขั้นตอนแรกคือการล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 60% จากนั้นเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น ผ้าก๊อซ น้ำเกลือสำหรับล้างแผล (9% Normal Saline) ชุดเครื่องมือทำความสะอาด และถุงมืออนามัย
สวมถุงมืออนามัยเพื่อป้องกันการสัมผัสแผลโดยตรง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ทำความสะอาดรอบแผลโดยใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือ แล้วใช้แอลกอฮอล์ 70% เช็ดรอบๆ แผล ระวังอย่าเช็ดที่แผลโดยตรงเพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหาย
ใช้น้ำเกลือด้วยการเทหรือใช้ผ้าก๊อซชุบเช็ด หรือล้างเบาๆ โดยเริ่มจากแผลด้านในออกมาด้านนอก เพื่อไม่ให้เชื้อโรคจากผิวหนังสัมผัสกับแผล ใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดที่ไม่เป็นขุยเช็ดเบาๆ ให้แผลแห้ง
กรณีต้องใช้ยาทาแผล เช่น ยาฆ่าเชื้อหรือยาช่วยลดการเกิดแผลเป็น ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าพันแผลปิดแผลให้แน่น หลีกเลี่ยงการใช้สำลีปิดแผลเพราะอาจทำให้ดึงออกยากและเจ็บแผลขณะแกะออก
หลังล้างแผลเสร็จ ควรทิ้งอุปกรณ์ที่ใช้แล้วลงในถังขยะที่มีฝาปิดแน่นหนา และล้างมือให้สะอาดอีกครั้งเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
การเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อให้เหมาะสม
การเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อควรพิจารณาจากลักษณะและประเภทของแผล เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้
- แผลสดและแผลถลอก: ใช้ยาแดง (Mercurochrome) หรือโพวิโดน-ไอโอดีน (Povidone-Iodine) แต่ควรระวังการใช้กับแผลที่ผิวอ่อนเพราะอาจทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง
- แผลเรื้อรังหรือแผลเปื่อย: ใช้ยาเหลือง (Acriflavine) แต่อาจมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อน้อยกว่าและออกฤทธิ์ช้า
- แผลหนองหรือเนื้อเยื่อตาย: ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3% ทำความสะอาดแผลและช่วยกำจัดเนื้อเยื่อตาย ควรใช้เฉพาะช่วงแรกของการทำแผลเพื่อละลายเนื้อตาย ห้ามใช้ต่อเนื่องเพราะอาจทำลายเนื้อเยื่อใหม่ที่กำลังสร้าง
- แผลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ: ใช้แอลกอฮอล์ 70% เช็ดรอบๆ แผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในปัจจุบันมียาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพและไม่ทำลายเนื้อเยื่อ เช่น Octenidine, Polihexanide, Povidone-Iodine, Sodium Hypochlorite และ Nanosilver
วิธีเลือกอุปกรณ์และวัสดุปิดแผลให้เหมาะกับแผลแต่ละประเภท
การเลือกวัสดุปิดแผลที่เหมาะสมช่วยให้แผลหายเร็วและลดภาวะแทรกซ้อน ดังนี้
- แผลที่มีของเหลวมาก (Exudating wounds): ใช้วัสดุปิดแผลที่สามารถดูดซับของเหลวได้ดี เช่น อัลจิเนต (Alginate) Dressing ซึ่งดูดซับน้ำเหลืองได้ดี ช่วยรักษาความชุ่มชื้น ไฮโดรไฟเบอร์ (Hydrofiber) Dressing ดูดซับน้ำเหลืองได้มาก และป้องกันการเปื่อยยุ่ยที่ขอบแผล โฟม (Foam) Dressing ช่วยดูดซับของเหลวและลดการระคายเคือง
- แผลที่มีการติดเชื้อหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อ (Infected or high risk of infection): ใช้วัสดุปิดแผลที่มีสารต้านเชื้อ เช่น ซิลเวอร์ (Silver) Dressing ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น Silver Foam Dressing หรือ Aquacel Ag ไฮโดรคอลลอยด์ (Hydrocolloid) Dressing ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในแผลและป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ลดโอกาสการติดเชื้อ
- แผลที่มีเนื้อเยื่อเสียหายหรือจำเป็นต้องทำการล้างแผล (Necrotic or needing debridement): ควรใช้ไฮโดรเจล (Hydrogel) Dressing ช่วยกระตุ้นการย่อยสลายเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ไฮโดรคอลลอยด์ (Hydrocolloid) Dressing ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสมานแผล
- แผลที่ต้องการการป้องกันการระคายเคือง: เช่น แผลจากการผ่าตัดหรือแผลที่เพิ่งหายจากการผ่าตัด แผลจากการเบียดหรือแรงกด ควรใช้ผ้าพันแผลที่ไม่ติดกับแผล เช่น Silicone Foam Dressing เพื่อลดการระคายเคืองและทำให้การเปลี่ยนผ้าพันแผลง่ายขึ้น
- แผลที่มีผิวที่อ่อนแอหรือใกล้หาย: ควรเลือกวัสดุปิดแผลที่ไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง เช่น ซิลิโคน (Silicone) Foam Dressing ซึ่งไม่ติดแผล และ Non-adherent Dressing เช่น Mepitel หรือ Urgotul ซึ่งเหมาะสำหรับแผลที่ใกล้หายและไม่ทำให้แผลติดหรือยุ่ยในระหว่างการเปลี่ยนผ้าพันแผล
ข้อควรระวังในการดูแลแผล
เพื่อให้แผลหายเร็วและปลอดภัย ควรปฏิบัติตามข้อควรระวังดังนี้
- ไม่ให้แผลสัมผัสน้ำและหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลโดยตรง โดยใช้ถุงมืออนามัยหรืออุปกรณ์ที่สะอาดในการทำแผล
- ไม่ใช้สารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น น้ำส้มสายชู แอลกอฮอล์ไอโซโพรพิล หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์โดยตรงกับแผล
- รักษาความสะอาดบริเวณรอบแผล เปลี่ยนผ้าปิดแผลทุกวันหรือเมื่อเปียกชื้น
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยา
- รับประทานอาหารที่ช่วยสมานแผล เช่น โปรตีน วิตามินซี และธาตุสังกะสี
- หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น อาการบวม แดง ร้อน หรือมีหนองไหล หากพบสัญญาณของการติดเชื้อ ควรรีบพบแพทย์ทันที
การดูแลรักษาแผลเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความระมัดระวังและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับลักษณะของแผล การเลือกใช้อุปกรณ์และวัสดุที่เหมาะสม รวมถึงการปฏิบัติตามข้อควรระวังเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ล้วนมีส่วนช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เนื้อหาคัดสรรคุณภาพ ขอบคุณข้อมูลจาก: โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน



